|
Palang Thai
|
  |
ทุ่มหมื่นล.ต้านโลกร้อน +โรงไฟฟ้าจากไบโอแก๊ส/ไบโอแมส ดาวรุ่งพุ่งแรง บีโอไอหนุนลงทุนสุดตัว
ภาคธุรกิจ อุตสาหกรรมทุ่มทุนเฉียดหมื่นล้าน ผุดโรงงานผลิตไฟฟ้าจาก "ไบโอแก๊ส / ไบโอแมส" พลังงานทดแทนอีกตัวที่ช่วยปกป้องจากความหายนะ ช่วยลดก ารใช้ไฟฟ้าจากถ่านหิน "บีโอไอ"เผย15 เดือนแห่ยื่นขอ-อนุมัติส่งเสริมลงทุนแล้ว 34 โครงการ ขณะที่ผู้ผลิตคอมเพรสเซอร์รายใหญ่"THACOM"จ่อควักทุน 600 ล. ปรับไลน์ผลิตร่วมอนุรักษ์แวดล้อมจากกระแสภาวะโลกร้อน ที่ทำให้ผู้คนทั่วโลกวิตกกังวล กำลังกลายเป็นโอกาสใหม่ของธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับพลังงานทดแทน ซึ่งล่าสุดจากข้อมูลของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนหรือบีโอไอ พบว่ามีโรงงานอุตสาหกรรมจำนวนมากที่หันมาให้ความสำคัญต่อการลงทุนผลิตไฟฟ้าจาก ไบโอแก๊ส / ไบโอแมส ขึ้นมาใช้ในโรงงาน เพื่อช่วยป้องกันจากความหายนะดังกล่าว และเพื่อลดการใช้ไฟฟ้าจากถ่านหินลง ++แห่ขอบีโอไอเฉียดหมื่นล้าน นางหิรัญญา สุจินัย รองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ)เปิดเผยกับ"ฐานเศรษฐกิจ"ว่า จากกกรณีที่รัฐบาลมีนโยบายประหยัดพลังงานโดยกำหนดเป้าหมายให้พลังงานทดแทนบรรจุไว้ในแผนการใช้พลังงานแห่งชาติเมื่อปี2548 เป็นต้นมา ยิ่งทำให้พลังงานทดแทนมีบทบาทเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรมต่างๆเริ่มตื่นตัวและให้ความสนใจในธุรกิจนี้มากขึ้น เห็นได้จากการประสานงานมายังบีโอไอเพื่อขอรับการส่งเสริมการลงทุนในกิจการประเภทดังกล่าวเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งนี้ จากสถิติให้การส่งเสริมในช่วง 15 เดือน(ม.ค.2549-มี.ค.2550) พบว่ามีโครงการที่ขอรับการส่งเสริมลงทุนและโครงการที่อยู่ในขั้นอนุมัติแล้วรวมทั้งสิ้น 34 โครงการ รวมเป็นวงเงินลงทุนกว่า 8,494 ล้านบาท โดยเงินทุนดังกล่าวเกิดจากการผลิตพลังงานไฟฟ้าจากไบโอแก๊ส (Bio Gas) และ ไบโอแมส (Bio Mass)มากที่สุดในเวลานี้ นอกเหนือจากการขอรับส่งเสริมการลงทุนพลังงานทดแทนในประเภทอื่นเช่นผลิตเอทานอล ไอโอดีเซล การผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ เป็ฯต้น "การลงทุนผลิตพลังงานไฟฟ้าจากไบโอแก๊ส และ ไบโอแมส ส่วนหนึ่งเกิดจากโรงงานอุตสาหกรรมที่ต้องการจะนำของเสียจากกระบวนการผลิตไปใช้ประโยชน์ต่อเนื่องอีกที เช่น บ่อบำบัดน้ำเสียที่มีแก๊สอีเทนออกมาก็สามารถดึงมาใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตพลังงานไฟฟ้าชีวมวลได้โดยปั่นไฟใช้ในโรงงานเอง" นอกจากนี้ รองเลขาธิการบีโอไอ ยังให้ข้อมูลอีกว่าไบโอแก๊ส(แก๊สชีวภาพ)เป็นแก๊สที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติจากการย่อยสลายสารอินทรีย์โดยจุลินทรีย์ภายใต้สภาวะที่ปราศจากออกซิเจน จากน้ำเสีย มูลสัตว์ ส่วนไบโอแมสหรือชีวมวลเป็นพลังงานทดแทนจาก ขยะ ของเสียหรือของเหลือทิ้งจากโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งพลังงานเหล่านี้จะเป็นทางเลือกใหม่เพื่อลดการใช้พลังงานจากถ่านหินลง สำหรับกิจการลงทุนด้านพลังงานทดแทนปัจจุบันบีโอไอให้สิทธิประโยชน์สูงสุดไม่ว่ากิจการจะตั้งอยู่ในเขตใดก็ตามโดยให้สิทธิประโยชน์ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเป็นเวลา 8 ปี ยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักร และไม่จำกัดวงเงินภาษีที่ยกเว้น เป็นต้น ++"ไบโอแก็ส/ไบโอแมส"ดาวรุ่งพุ่งแรง นายพิชัย ถิ่นสันติสุข ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานทดแทน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) กล่าวธุรกิจที่จะเป็นดาวรุ่ง พุ่งแรง ในภาวะโลกร้อนเช่นนี้ ได้แก่ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับพลังงานทดแทนทั้งหลายทั้งปวง ไม่ว่าจะเป็นโรงงานผลิตโซล่าเซลล์ พลังงานลม โรงไฟฟ้าชีวมวล โรงไฟฟ้าขยะ ไบโอดีเซล แก๊สโซฮอล์ โดยเฉพาะพลังงานทดแทนจากไบโอแก๊ส (Bio Gas) และ ไบโอแมส (Bio Mass) ขณะนี้ได้รับความสนใจจากเจ้าของกิจการ อุตสาหกรรมต่างๆมากที่สุด ถึงแม้จะใช้เงินลงทุนในเรื่องของเครื่องจักรในราคาที่สูง แต่นับว่าคุ้มหากโรงงานนั้นๆ มีกระบวนการผลิตอย่างต่อเนื่อง "พลังงานทดแทนที่กล่าวมาทั้งหมดนี้จะช่วยลดมลพิษและความร้อนในอากาศ และสามารถนำไปสู่ธุรกิจซื้อขายคาร์บอนเครดิตให้กับประเทศที่พัฒนาแล้วได้ด้วย ยกตัวอย่าง ถ้าเราสามารถลดมลพิษทางอากาศได้ 100 ลูกบาศ์เมตร/วัน ก็สามารถนำจำนวนที่ลดลงได้นี้ไปขายให้กับประเทศที่ต้องการสร้างโรงงานที่อาจจะทำให้เกิดไอเสียได้ โดยเราเป็นผู้ลดมลพิษแต่บางประเทศอาจจะสร้างมลพิษขึ้นมาแทนในส่วนที่เราลดได้โดยขายเป็นคาร์บอนเครดิตให้กับประเทศที่มีมลพิษเกิน" ++แบงก์ยันรง.ขนาดใหญ่สนใจลงทุน สอดคล้องกับแหล่งข่าวระดับสูงจากธนาคารทหารไทย ที่ให้ข้อมูลว่า ในปัจจุบันมีหลายโรงงานได้อาศัยแหล่งเงินกู้จากธนาคารนำไปลงทุนในเรื่องของพลังงานทดแทนกันมากขึ้น โดยเฉพาะโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ โดยธนาคารทหารไทยให้การสนับสนุนเต็มที่ ซึ่งได้กำหนดวงเงินสินเชื่อสูงถึง 800 ล้านบาท ระยะเวลาการกู้ยืมไม่เกิน 7 ปี (คงที่) และวงเงินกู้ต่อโครงการไม่เกิน 50 ล้านบาท (แต่ละบริษัทสามารถลงทุนได้มากกว่า 1 โครงการ) เป็นต้น ++THACOM ขานรับเปลี่ยนเทคโนโลยี นายอานนท์ สิมะกุลธร ประธานกรรมการบริหาร บริษัท อุตสาหกรรมคอมเพรสเซอร์ไทย จำกัด (THACOM) บริษัทในกลุ่ม กุลธรเคอร์บี้ จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตคอมเพรสเซอร์สำหรับเครื่องปรับอากาศรายใหญ่ของประเทศ เปิดเผย ถึงแผนการลงทุนของบริษัทในปีนี้และแผนระยะยาวในอีก 3 ปีข้างหน้าว่า จะมีการใช้เงินลงทุนไม่ต่ำกว่า 600 ล้านบาท เพื่อปรับเปลี่ยนเทคโนโลยีการผลิตสินค้าของบริษัทให้รองรับกระแสตลาดของผู้บริโภคที่มีแนวโน้มตื่นตัวเกี่ยวกับเรื่องการประหยัดพลังงานและการป้องกันภาวะโลกร้อนมากขึ้น สำหรับปีนี้จะใช้เงินจำนวน 100 ล้านบาท เพื่อปรับเปลี่ยนเทคโนโลยีการผลิตให้สามารถผลิตคอมเพรสเซอร์ระบบ INVERTER ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ช่วยประหยัดพลังงานให้มีกำลังการผลิตเป็นสัดส่วน 50 % ของกำลังการผลิตในปัจจุบันประมาณ 7-8 แสนเครื่องต่อปี ส่วนเงินอีก300-500 ล้านบาท จะใช้สำหรับการลงทุนระยะยาวในการเปลี่ยนเครื่องจักรใหม่ เพราะกระแสการตื่นตัวเกี่ยวกับภาวะโลกร้อนค่อนข้างจะมาแรงและเป็นที่ตระหนักของผู้บริโภคมากขึ้น คาดว่าภายใน 10 ปีข้างหน้าทางองค์การสหประชาชาติจะมีการประกาศบังคับให้น้ำยาที่ใช้ในเครื่องปรับอากาศและเครื่องทำความเย็น โดยต้องไม่มีส่วนผสมสารที่ทำลายบรรยากาศชั้นโอโซนเช่น สารซีเอฟซี จนก่อให้เกิดภาวะเรือนกระจกซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้โลกร้อน "อีก3-4 ปีข้างหน้าคาดว่าจะมีการประกาศออกมาอย่างชัดเจนว่า น้ำยาตัวใดที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม ซึ่งบริษัทก็จะเร่งดำเนินการปรับเปลี่ยนเทคโนโลยีการผลิตให้สอดคล้องกับน้ำยาตัวใหม่" ++บ.วิจัยสำรวจทั่วโลกตื่นภาวะโลกร้อน นางจันทิรา ลือสกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอซีนีลเส็น(ประเทศไทย) โดยมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่เนเธอร์แลนด์และสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นผู้นำด้านการวิจัยทางการตลาดและข้อมูลชั้นนำของโลก เปิดเผยถึงผลการสำรวจความคิดเห็นของประชากรทั่วโลกผ่านระบบออนไลน์จาก 46 ประเทศทั่วโลก เกี่ยวกับภาวะโลกร้อน พบว่า ผู้คนทั่วโลกกำลังให้ความสนใจกับปัญหาการเปลี่ยนแปลงของชั้นบรรยากาศของโลกอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน เนื่องจากคนประชากรทั่วโลกกำลังเผชิญกับผลกระทบต่างๆ โดยผู้ใช้อินเตอร์เน็ตจำนวน 98 % ในประเทศไทยรู้จักปัญหานี้มากที่สุดในทวีปเอเชียแปซิฟิก รองลงมาเป็นจีน และเกาหลี และ 73 % ของชาวไทยคิดว่าเป็นเรื่องที่รุนแรงมาก เป็นอันดับสองรองจากชาวฟิลิปปินส์อยู่ที่ 76 % และหากเปรียบเทียบทั่วโลก ประเทศที่ตระหนักถึงความรุนแรงของปัญหานี้มากที่สุดเป็นอันดับหนึ่งได้แก่บราซิล สูงถึง 81 % ฝรั่งเศส 90 % และโปรตุเกส 78 % นอกจากนี้ ผลสำรวจผู้บริโภคทั่วโลกจำนวน 9 คน ใน 10 คน รู้จักภาวะโลกร้อนซึ่งจัดอยู่ในระดับที่สูงมาก แต่ในขณะเดียวกันระดับของความวิตกกังวลที่มีต่อปัญหานี้ยังคงอยู่ในระดับต่ำ โดยจะเห็นได้จากจำนวนคนเพียง 57 % จากทั่วโลกที่เห็นว่าปัญหานี้เป็นปัญหาที่รุนแรงมาก ส่วนชาวไทย 48 % มีความเห็นว่าภาวะโลกร้อนเกิดจากการกระทำของมนุษย์ และอีก 50 % คิดว่าเกิดจากการผสมผสานของการกระทำของมนุษย์และการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศโดยธรรมชาติ ที่สำคัญพบว่าผู้ตอบแบบสอบถามเชื่อมโลกภาวะโลกร้อนกับการจราจร และการเผาผลาญเชื้อเพลิงฟอสซิล |