|
Palang Thai
|
  |
จับตา Regulator ชุดใหม่ยึดสายส่ง-ท่อก๊าซคืนจากปตท.!
โครงสร้าง Regulator ชุดใหม่ดูแลพลังงานทั้งระบบ พร้อมยกระดับ พ.ร.บ.ประกอบกิจการไฟฟ้าฯเป็นกฏหมาย เตรียมยึดอำนาจดูแลสายส่ง- เขื่อน -ท่อก๊าซคืนจากปตท. ส่งผลให้ปตท.มีสิทธิ์เท่าเอกชนรายหนึ่งทีต้องจ่ายค่าเช่า ขณะเดียวกัน หนุน SPP -VSPP มีส่วนร่วมขายไฟฟ้าให้รัฐได้มากขึ้น ยืนยันไม่เกี่ยวกับการลอยตัวก๊าซหุงต้มในระยะเวลาอันใกล้ ภายหลังที่ ยงยุทธ วิชัยดิษฐ ประธานคณะกรรมการกำกับกิจการไฟฟ้า หรือ Regulator และคณะกรรมการฯ อีก6 คน ได้ลาออก หลังรับทราบนโยบายจาก ปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ว่าจะให้ Regulator ชุดใหม่ดูแลทั้งกิจการไฟฟ้าและก๊าซธรรมชาติ ซึ่งที่ผ่านมาคณะกรรมการฯ ชุดเก่าได้รับมอบหมายจากรัฐบาลชุด พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ให้ดูแลเฉพาะกิจการไฟฟ้าเท่านั้นซึ่งการเพิ่มงานดูแลก๊าซธรรมชาติจะมีผลกระทบต่อประชาชน โดยเฉพาะราคาก๊าซหุงต้มจะสูงขึ้นหรือไม่ และหัวใจของการปรับโครงสร้าง Regulator ชุดใหม่มีเป้าหมายอย่างไร "Regulator" ดูแลพลังงานทั้งระบบ ปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า ในเวลา 1 ปีจากนี้ไปจะเดินหน้าผลักดันการมีองค์กรกำกับดูแลในด้านกิจการไฟฟ้าและก๊าซธรรมชาติ (Regulator) โดยมีกฎหมายรองรับ แต่ในระหว่างที่ยังไม่สามารถออกกฎหมายบังคับได้ อาจจะตั้งเป็นองค์กรกำกับดูแลชั่วคราวขึ้นมาก่อน ซึ่งจะเป็นประโยชน์ เพราะเป็นการช่วยโอนอำนาจมหาชนที่อยู่ใน พ.ร.ฎ. กำหนดอำนาจสิทธิประโยชน์ของบริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) ออกมาด้วย เนื่องเพราะRegulator ที่จะเกิดขึ้นภายใต้ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี ต้องการให้มีองค์กรอิสระที่ดูแลระบบพลังงานภาพรวมซึ่งจะรวมไปถึงการดูแลก๊าซธรรมชาติด้วย ดังนั้นจะมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาชั่วคราว หลังจากที่กระทรวงพลังงานร่าง พ.ร.บ.ประกอบกิจการพลังงานให้มีผลบังคับใช้ก็จะมีการสรรหาคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานภายใต้ร่างกฎหมายดังกล่าวขึ้นมาอีก 1 ชุด อย่างไรก็ดีการเร่งตั้ง Regulator มาแทนชุดเท่าที่ลาออกไปนั้น รมว.พลังงานระบุว่า เนื่องจากอำนาจหน้าที่ในขณะนี้มีเรื่องการดูแลค่าไฟฟ้าฐาน และค่าไฟฟ้าอัตโนมัติ หรือ เอฟที รวมทั้งเรื่องการประมูลการผลิตไฟฟ้าภาคเอกชน (ไอพีพี) ดังนั้นต้องเร่งหาคณะกรรมการชุดใหม่เพื่อให้มีความต่อเนื่องในงานที่ยังค้างอยู่โดยในการประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ครั้งต่อไป จะเสนอที่ประชุมเรื่องการแต่งตั้งคณะกรรมการกำกับดูแลกิจการพลังงานตามประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี และจะเพิ่มอำนาจการดูแลเรื่องพลังงานทั้งระบบเข้าไปด้วย ดึงอำนาจดูแลท่อก๊าซคืนจากปตท. ส่วนการนำก๊าซธรรมชาติเข้าอยู่ในความดูแลของ Regulator ปิยสวัสดิ์ ระบุว่าองค์กรกำกับดูแลดังกล่าวจะเข้าไปดูแลเฉพาะท่อส่งก๊าซฯ แทน ปตท.ที่เป็นผู้ดูแลในปัจจุบันนั้น จะช่วยผ่อนปรนประเด็นการฟ้องร้อง ปตท.ได้ด้วย อีกทั้งจะสร้างเงื่อนไขที่เป็นธรรมมากขึ้น ซึ่งจะมีความชัดเจนในเรื่องใครเป็นคนกำกับดูแล ไม่ใช่ผู้ประกอบการกำกับดูแลตัวเอง "การกำกับดูแลราคา และเงื่อนไขจะเป็นธรรมมากขึ้นสำหรับผู้บริโภค ส่วนผู้ลงทุนก็สบายใจ ที่จะมีคนกลางมาดูแล ที่ผ่านมาผู้ลงทุนไม่สบายใจ เพราะอาจจะมีการยื่นฟ้องได้ " รมว.พลังงานกล่าว ขณะที่แหล่งข่าวจากกระทรวงพลังงานกล่าวถึงโครงสร้าง Regulator ชุดใหม่ว่า ต้องปรับโครงสร้างคณะกรรมการกำกับกิจการไฟฟ้า ( Regulator ) เพื่อให้สอดรับกับร่างพระราชบัญญัติประกอบกิจการไฟฟ้าที่เป็นกฏหมายในการดูแลกิจการไฟฟ้าและก๊าซธรรมชาติ เดิม Regulator กำกับดูแลเฉพาะด้านไฟฟ้าเท่านั้น ซึ่งยังไม่มีกฎหมายรองรับเพราะพรบ.ประกอบกิจการไฟฟ้ายังไม่ได้ผ่านการเห็นชอบจากสภาฯในรัฐบาลทักษิณ เพิ่มอำนาจ ให้ Regulator คุมสายส่ง - เขื่อน ดังนั้น Regulator ที่ยุบไปแล้วอาจจะถูกโอนเรื่องที่ดูแลให้กลับไปอยู่ที่สำนักนโยบายและแผนพลังงานหรือสนพ.ตามเดิมก็ได้ หรืออาจตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเพื่อดูแลก๊าซฯเนื่องจากปัจจุบันยังไม่มีหน่วยงานกลางขึ้นมาดูแล แต่ทางออกที่ดีสุดคือต้องมีตัวแทนที่มีความรู้เรื่องก๊าซธรรมชาติเข้ามาอยู่ในโครงสร้าง Regulator ด้วย อีกทั้งเมื่อพ.ร.บ.ประกอบกิจการไฟฟ้าฯยกระดับเป็นกฏหมายแล้วอาจจะต้องดึงอำนาจที่เกี่ยวกับรัฐว่าด้วยการกำกับกิจการไฟฟ้า เช่น สายส่ง เขื่อน โอนอำนาจของบริษัทปตท.เกี่ยวกับระบบดูแลท่อก๊าซธรรมชาติออกมาไว้ใน Regulator ด้วย ยืนยันไม่เกี่ยวลอยตัวก๊าซหุงต้ม ด้านพรชัย รุจิประภา ปลัดกระทรวงพลังงานงาน กล่าวว่า การดึงเอาก๊าซธรรมชาติมาอยู่ในความรับผิดชอบ Regulator จะเกิดผลดีมากกว่าของเดิมเพราะจากเดิมที่ปตท.เป็นคนดูแลท่อก๊าซ และเป็นทั้งผู้ใช้อาจจะมีข้อครหาจากเอกชนอื่นๆว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม แต่โครงสร้าง Regulator ชุดใหม่จะให้คนกลางที่เป็นองค์กรอิสระเข้ามาดูแล ซึ่งฐานะของปตท.ก็เท่ากับเอกชนอื่นๆคือจะต้องจ่ายค่าขนส่งผ่านท่อก๊าซด้วย ส่วนที่มีความกังวลว่าอาจจะมีการปล่อยลอยตัวราคาก๊าซหุงต้มในระยะเวลาอันใกล้เนื่องจากผลของการนำก๊าซธรรมมาอยู่ในความดูแลของ Regulator นั้น ปลัดกระทรวงพลังงานชี้แจงว่า ไม่น่าจะเป็นไปได้ เพราะนโยบายของรมว.พลังงานชัดเจนตั้งแต่เริ่มต้นจะไม่มีการปรับลอยตัวก๊าซหุงต้ม การเอาก๊าซธรรมชาติมาอยู่ในความดูแลก็เพื่อให้ Regulator ดูแลพลังงานทั้งระบบมากกว่า หนุน SPPมีส่วนร่วมมากขึ้น ขณะเดียวกัน รัฐมนตรีพลังงานได้อธิบายว่า ผลจากนโยบายของการปรับโครงสร้าง Regulator ที่เป็นรูปธรรมก็คือ จะให้เอกชนเข้ามามีบทบาทมากขึ้น โดยจะส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากผู้ประกอบการรายเล็ก (SPP) และรายเล็กมาก (VSPP) ที่มีกำลังผลิตต่ำกว่า 10 เมกะวัตต์ โดยคาดว่าในส่วน SPP ที่เป็นการผลิตไฟฟ้าประเภทโคเจเนอเรชั่นนั้น จะออกประกาศเปิดรับซื้อได้อีกครั้งในเดือนพฤศจิกายน หลังปิดการรับซื้อมาตั้งแต่ปี 2540 ซึ่งเป็นช่วงที่เศรษฐกิจชะลอตัว ขณะนี้กำลังปรับเงื่อนไขรับซื้อ รวมไปถึงหากมีผู้ยื่นเสนอขายไฟฟ้าSPPจำนวนมากอาจจะทำให้ลดภาระสร้างโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ (IPP) ได้ ในส่วนการเปิดประมูลไอพีพีนั้น คาดว่าจะออกประกาศได้ประมาณปลายไตรมาส 1 ปี 2550 ปัจจุบันอยู่ระหว่างสรุปรายละเอียดที่ชัดเจนของการเปิดประมูลไอพีพี ทั้งเรื่องการให้สิทธิการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ได้สิทธิ์ผลิตไฟฟ้าใหม่ในสัดส่วนร้อยละ 50 หรือไม่ และบทบาทของบริษัทลูก กฟผ.ในการเข้าประมูลด้วย ขณะที่การเดินหน้าเปิดรับซื้อไฟฟ้าจากเอกชนนั้น เพื่อช่วยรองรับกำลังผลิตไฟฟ้าที่อาจจะไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้ตั้งแต่ปี 2554 พร้อมกันนี้ยังเดินหน้าขยายความร่วมมือซื้อไฟฟ้าจากประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะลาว ส่วนพม่าที่จะมีโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำสาละวินนั้น ต้องรอความชัดเจนนโยบายด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ สำหรับ Regulator ชุดเก่าที่ลาออกไปแล้วประกอบด้วย 1.นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ ประธาน 2. นายชัยเกษม นิติสิริ ตัวแทนจากอัยการสูงสุด 3. นายวิชิต หล่อจิระชุณห์กุล อาจารย์จากนิด้า 4. นายศิริชัย ฉายามณีศิลป์ จากกฟน. 5. นายวีรพล จิระประดิษฐกุล รองผู้อำนวยการสนพ. 6.นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รองเลขาธิการ สศช. และ7.นายอนันต์ อัศวโภคิน ประธานเครือแลนด์แอนด์เฮ้าส์ |