|
Palang Thai
|
  |
นักวิชาการจี้ล้มประมูลIPP นโยบายอาร์พีเอสค่าไฟแพง
นักวิชาการฟันธง นโยบายพลังงานทดแทนของไทยล้มเหลว ควรยกเลิกอาร์พีเอส ที่บังคับให้ผู้บริโภคต้องจ่ายค่าไฟฟ้าแพงขึ้นที่ไม่มีการแข่งขัน และควรล้มเลิกประมูลไอพีพี ให้หันมาเปิดรับซื้อไฟฟ้าจากระบบโคเจนเนอเรชั่นแทน หลังปิดรับซื้อไฟไป 8 ปี และให้เพิ่มรับซื้อไฟจากวีเอสพีพีเพิ่มขึ้น ขณะที่การส่งเสริมผลิตเอธานอลและไบโอดีเซล ยังไม่เอื้อต่อรายเล็ก นางชื่นชม สง่าราศี กรีเซน นักวิชาวิจัยอิสระดานพลังงาน เปิดเผยกับ"ฐานเศรษฐกิจ" ถึงความล้มเหลวด้านนโยบายของภาครัฐในการพัฒนาพลังงานทดแทนว่า จากที่รัฐบาลได้กำหนดเป้าหมาย การพัฒนาพลังงานทดแทนจาก 0.5 % เป็น 8 % ภายในปี 2554 โดยดำเนินงานภายใต้นโยบาย ให้ผู้ผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงฟอสซิลต้องจัดหาพลังงานทดแทน 5 % ของกำลังการผลิต หรืออาร์พีเอส การพัฒนาก๊าซชีวภาพ เอธานอล และไบโอดีเซลนั้น โดยในส่วนของอาร์พีเอสนั้นได้เริ่มนำมาใช้กับ โรงไฟฟ้าใหม่ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) จำนวน 4 แห่ง กำลังการผลิตรวม 2,800 เมกะวัตต์ คิดเป็นกำลังการผลิตที่ได้มาจากอาร์พีเอส 140 เมกะวัตต์ ซึ่งถือเป็นการผูกขาดบังคับให้ผู้บริโภค ต้องจ่ายค่าไฟฟ้าในราคาที่สูงขึ้นหรือเพิ่มขึ้นปีละประมาณ 2,400 ล้านบาท จากการนำเงินไปลงทุน ผลิตไฟฟ้าโดยไม่มีการแข่งขันและไม่มีการกำกับดูแลหรือกฎหมายรองรับ โดยผู้บริโภคไม่มีหลักประกันว่า การที่กฟผ.นำเงินไปลงทุนทำอาร์พีเอสจะได้ค่าไฟฟ้าที่ถูกที่สุดหรือไม่ อีกทั้ง การที่ภาครัฐจะนำระบบการกำหนดราคารับซื้อไฟฟ้าที่จูงใจหรือ Feed-in Tariff มาใช้เป็นสิ่งที่ดี แต่ไม่ใช้เป็นระบบปิดที่จะมีการนำออกมาใช้ ที่กำหนดโควตาหรือสัดส่วน ของพลังงานหมุนเวียนแต่ละประเภท โดยยึดผลตอบแทนการลงทุนไม่ต่ำกว่า 11 % ทำให้รายใด ที่จะเข้ามาผลิตมีความคุ้มทุนอย่างแน่นอน ที่สำคัญจะทำให้ผู้ที่ทราบข้อมูลภายในจะได้รับประโยชน์จากส่วนนี้ นางชื่นชม กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ในส่วนของการรับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตรายเล็กหรือเอสพีพี ที่เป็นระบบโคเจนเนอเรชั่น ซึ่งมีประสิทธิภาพในการใช้เชื้อเพลิงสูงกว่าโรงไฟฟ้าแบบรวมศูนย์ขนาดใหญ่ถึง 2 เท่า ทำให้เกิดการใช้เชื้อเพลิงอย่างประหยัด ภาครัฐไม่มีการสนับสนุน เนื่องจากหยุดการรับซื้อ ไฟฟ้ามาตั้งแต่ปี 2541 แต่กลับส่งเสริมให้กฟผ.ก่อสร้างโรงไฟฟ้าใหม่หรือเปิดประมูลไอพีพีขึ้นมา ทั้งที่ควรจะส่งเสริม โดยยังรวมถึงการรับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตรายเล็กมากหรือวีเอสพีพี จำกัดขนาดกำลังการผลิตเพียง 1 เมกมะวัตต์ ทั้งที่การผลิตไฟฟ้าประเภทนี้มีศักยภาพค่อนข้างมาก แต่กฟผ.กีดกัน เพราะกลัวว่า โรงไฟฟ้าเหล่านี้จะไปแย่งสัดส่วนตลาดการผลิตไฟฟ้า เนื่องจากกฟผ.ยังมีอำนาจในการอนุมัติ การเชื่อมโยงสายส่งอยู่ ในขณะที่การพัฒนาเอธานอล ยังขาดความชัดเจนและเอกภาพในการผลักดัน โครงสร้างราคาและเงื่อนไขการรับซื้อเสี่ยงต่อผู้ประกอบการผลิต ส่วนไบโอดีเซล ไม่สนับสนุนรายย่อยให้เกิดการผลิต ยังการปิดกั้นเรื่องการออกใบอนุญาต การเสียภาษี การตรวจสอบคุณภาพที่มีราคาสูง เป็นต้น ดังนั้น รัฐบาลควรจะแก้มติคณะรัฐมนตรีใหม่ ให้สามารถรับซื้อไฟฟ้าจากระบบโคเจเนอเรชั่นได้ แทนที่จะสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ขนาดใหญ่หรือไอพีพี และแก้ระเบียบการรับซื้อไฟฟ้าจากวีเอสพีพี ขยายเพิ่มเป็น 6 เมกะวัตต์ และครอบคลุมระบบโคเจเนอเรชั่นด้วย และให้ยกเลิกนโยบายอาร์พีเอส และนำเงินที่กฟผ. จะเรียกเก็บจากผู้ใช้ไฟฟ้าปีละ 2,400 ล้านบาท นำมาเป็นส่วนเพิ่มราคารับซื้อไฟฟ้าให้กับเอสพีพี จากพลังงานหมุนเวียนและวีเอสพีพีแทน และให้ใช้มาตรการส่งเสริมที่เรียกว่า ระบบส่วนเพิ่มราคารับซื้อ ไฟฟ้าที่สะท้อนด้านสิ่งแวดล้อม แทนที่จะรับซื้อไฟฟ้าตามระเบียบของ พพ.ที่เป็นระบบปิดและจำกัดโควตา |