ชี้โครงสร้างใหม่ดันค่าไฟพุ่งอีก ฟันธงเอฟทีงวดมิ.ย.ขึ้น10สต.
แนวหน้า
Feb 17, 2006
นักวิชาการชี้กฟผ.-ปตท.ทำค่าไฟพุ่ง ระบุรายได้จากค่าไฟฟ้าตกอยู่กับ ปตท.ถึงร้อยละ 50 เหตุผูกขาดธุรกิจก๊าซธรรมชาติ ด้านแผนลงทุนกฟผ.ประสิทธิภาพต่ำ ผลักภาระต้นทุนให้ ผู้ใช้ไฟ "ปิยสวัสดิ์" จี้รัฐพิจารณาสูตรค่าไฟฟ้าฐานที่อิง ROIC แทนระบบ SFR
ทำให้ประชาชนรับภาระค่าไฟที่แพงขึ้น แนะสูตรเก่าไม่สูงขนาดนี้
นางชื่นชม สง่าราศรี กรีเซน นักวิชาการอิสระด้านพลังงาน กล่าวในงานเสวนา เรื่อง"ค่าไฟฟ้าและนโยบายพลังงานของประเทศ"ว่า ส่วนประกอบของโครงสร้างค่าไฟฟ้า
ในปัจจุบัน ซึ่งประกอบด้วยต้นทุนค่าเชื้อเพลิง ค่าซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตเอกชน การผลิตไฟฟ้า- ระบบส่งและการบริหารจัดการของ บมจ.กฟผ. รวมทั้งการจำหน่ายค้าปลีกไฟฟ้าของการ ไฟฟ้าส่วนภูมิภาค(กฟภ.) และการไฟฟ้านครหลวง(กฟน.) โดยราคาค่าไฟฟ้าที่ผู้ใช้ไฟต้องมี สัดส่วนสูงถึง 50% ตกอยู่กับ บมจ.ปตท. ซึ่งเป็นผู้ผูกขาดขายเชื้อเพลิงทั้งก๊าซธรรมชาติ และน้ำมันให้กับ กฟผ. เนื่องจากมติ ครม.กำหนดเงื่อนไขให้ กฟผ.ต้องซื้อเชื้อเพลิงจาก ปตท. ในสัดส่วน 80%
สำหรับความไม่มีประสิทธิภาพของแผนการลงทุนในส่วนของกฟผ. เห็นได้จากแผนการลงทุนในอีก 5 ปีข้างหน้าที่ต้องใช้เงินลงทุนประมาณ 131,000 ล้านบาท ซึ่งต้นทุนการผลิตไฟฟ้าก็จะส่งผ่าน เป็นภาระสู่ผู้ใช้ไฟฟ้าในที่สุด ทั้งนี้หาก กฟผ.ลดการลงทุนในส่วนของระบบส่งลงเช่นเดียวกับต่างประเทศ จะช่วยให้ประชาชนใช้ไฟฟ้าในราคาที่ต่ำลงขณะเดียวนโยบายของรัฐบาลที่ให้ กฟผ.ได้สิทธิผลิตไฟฟ้าได้ 50% ของกำลังการผลิต ที่เพิ่มขึ้น และอีก 50% ที่เหลือให้มีการประมูลแข่งขันนั้น เห็นว่าประเด็น ที่ควรใส่ใจก็คือ จะมั่นใจได้อย่างไรว่า ส่วนที่ กฟผ.ลงทุนเองนั้น จะมีราคาถูกและมีประสิทธิภาพ
อาจจะความเป็นไปได้ว่า กฟผ.อาจโยกต้นทุนระบบผลิตไปไว้ในระบบส่งเพื่อแสดงให้เห็นว่าต้นทุน การผลิตไฟฟ้ามีประสิทธิภาพ แต่ไม่สามารถตรวจสอบได้ในระบบส่ง ซึ่งเท่ากับว่าต้นทุนค่า ไฟฟ้าประชาชนก็ต้องจ่ายอยู่ดีส่วนการประมูลการผลิตไฟฟ้าเอกชนรายใหญ่ หรือ ไอพีพี ก็ต้องจับตาดูว่าการแข่งขัน จะมีความเท่าเทียมหรือไม่ บริษัทลูกของ กฟผ.จะเข้าร่วมประมูลได้หรือไม่ ซึ่งอาจจะทำให้ เกิดการฮั้วกันได้
นายปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ ประธานมูลนิธิสถาบันพลังงานเพื่อสิ่งแวดล้อม กล่าวถึงกรณีที่ คณะกรรมการกำกับดูแลกิจการไฟฟ้า หรือ เรกกูเลเตอร์ ปรับค่าเอฟทีขึ้น 19 สตางค์ต่อหน่วย ซึ่งต่ำกว่าที่เคยประเมินไว้ที่ 31 สตางค์ต่อหน่วย บางส่วนเป็นผลมาจากการปรับปรุง ประสิทธิภาพในการผลิตและบริหารการใช้เชื้อเพลิง แต่อีกส่วนเป็นเพราะมีการปรับสูตร การคำนวณโดยใช้อ้างอิงราคาก๊าซฯเดือนสุดท้ายของงวด ทั้งนี้ไม่ว่าจะมีการปรับโครงสร้าง การคำนวณลักษณะใด ค่าเอฟทีเฉลี่ยทั้งปีก็จะปรับขึ้นในอัตราเดิมในที่สุด
"ค่าเอฟทีที่คิดแบบเดือนกุมภาพันธ์ ในท้ายที่สุดแล้ว ผู้ใช้ไฟฟ้าก็ต้องจ่ายเท่าเดิม ซึ่ง คาดว่าเอฟทีงวดหน้าจะปรับเพิ่มขึ้นประมาณ 10 สตางค์ต่อหน่วย" นายปิยสวัสดิ์ กล่าว
สำหรับโครงสร้างค่าไฟฟ้าฐานที่มีการปรับเปลี่ยนใหม่ โดยอิงระบบผลตอบแทนการลงทุนคงที่ 3 ปี อยู่ที่ร้อยละ 8.4 หรือ อาร์โอไอซี แทนระบบเดิมที่ใช้ระบบเอสเอฟ อาร์ ที่กำหนดว่า เงินลงทุนในการดำเนินกิจการต้องมาจาก กฟผ. ไม่ต่ำกว่า 25% เนื่องจากถ้าอิงรูปแบบเดิมจะมีผลทำให้ค่าไฟฟ้าฐานในอนาคตมีการปรับขึ้นในอัตราที่ต่ำ กว่าระบบอาร์โอไอซีอัตราใหม่ โดยโครงสร้างค่าไฟฟ้าฐานใหม่ของ กฟผ.ซึ่งเท่าที่ทราบ ข้อมูลเอสเอฟอาร์ของ กฟผ. ปี 2549-2551 มีอัตราสูงกว่า 25% มาก โดยปี 2549 อยู่ ที่ 72.3% ปี 2550 อยู่ที่ 40.5% และปี 2551 อยู่ที่ 37.9% หากใช้อิงระบบเอสเอฟอาร์ ค่าไฟฟ้าฐานก็จะปรับลดลง
ทั้งนี้ ในการใช้ อาร์โอไอซี เป็นเกณฑ์หลักในการพิจารณาค่าไฟฟ้าฐานควรจะต้อง มีการกำกับดูแลแผนการลงทุนที่เข้มงวด มิฉะนั้นอาจนำมาสู่การพยากรณ์ความต้องการไฟฟ้าที่สูง การวางแผนการลงทุนที่เน้นทางเลือกที่ใช้การลงทุนสูง เนื่องจากยิ่งลงทุนมาก ก็ ยิ่งจะได้กำไรมาก
"การเปิดประมูลไอพีพีรอบใหม่ ซึ่งมีกระแสข่าวว่าเรกกูเลเตอร์มีมติห้ามไม่ให้บริษัทลูกของ กฟผ. เข้าร่วมประมูล เห็นว่า ปัญหาอยู่ที่ผู้ซื้อไฟฟ้าคือ กฟผ. เพราะถึงอย่างไร หากกฟผ.ในฐานะผู้เซ็นสัญญาและไม่เห็นด้วย ก็เป็นไปไม่ได้ที่จะบังคับให้ กฟผ.เซ็นสัญญา ดังนั้น จึงควรมีคณะกรรมการคัดเลือกที่มีส่วนได้ส่วนเสียกับผู้เข้าร่วมประมูลร่วมอยู่ด้วย"