|
Palang Thai
|
  |
เลิกผูกขาด กฟผ. (1)
เลิกผูกขาด กฟผ. ชื่นชม สง่าราศรีี กรีเซนชัยชนะขั้นต้นขององค์กรภาคประชาชน จากการที่ศาลปกครองมีคำสั่งห้ามกระจายหุ้นบริษัท กฟผ. (จำกัด) มหาชน ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ถือเป็นครั้งแรกที่การต่อสู้คัดค้านการแปรรูปรัฐวิสาหกิจประสบความสำเร็จ อย่างน้อยก็เพื่อให้สังคมมีเวลาหยุดคิด ตั้งสติ และรอดูการพิจารณาคดี ซึ่งประเด็นสำคัญในคดีคือ ภาคประชาชนยื่นฟ้องเพื่อขอให้ศาลปกครองสั่งเพิกถอนพระราชกฤษฎีกา 2 ฉบับที่โอนสิทธิ ทรัพย์สิน ทั้งหมดของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยไปเป็นของ บมจ.กฟผ. เปลี่ยนสภาพจากรัฐวิสาหกิจไปเป็นบริษัทมหาชน ซึ่งเอกชนในตลาดหลักทรัพย์เป็นเจ้าของ ทั้งที่ กฟผ. ครอบครองสิทธิการใช้ประโยชน์ในทรัพยากรธรรมชาติและการเวนคืนที่ดิน และยังทำให้รัฐสูญเสียอำนาจ ควบคุมค่าไฟฟ้าและการจัดการสาธารณูปโภค อันส่งผลกระทบต่อประชาชนทั้งประเทศ อย่างไรก็ดีจุดมุ่งหมายของภาคประชาชนไม่ได้อยู่ที่คัดค้านการแปรรูปเพียงเพื่อให้ กฟผ. กลับไปอยู่ ในสภาพเดิม และไม่ได้คัดค้านการนำกิจการโรงไฟฟ้าเข้าตลาดหลักทรัพย์เสียทั้งหมด หากต้องการให้แยก ระบบส่ง และจำหน่ายออกมาอยู่ภายใต้การกำกับดูแลขององค์กรที่เป็นอิสระเพื่อคุ้มครองสาธารณูปโภคของ ประชาชน "เราไม่ได้คิดเหมือนพนักงาน กฟผ.เสียทีเดียว เราคิดว่าถึงเวลาที่ต้องเปลี่ยนแปลงแล้ว กฟผ. ตั้งมา ภายใต้โครงสร้างแบบนี้เป็นเวลา 30 กว่าปี เราไม่อยากให้ผูกขาดอีกต่อไป เดิมทีที่ผูกขาดเพราะมันเป็น กิจการที่บุกเบิกรัฐจำเป็นต้องมีหน้าที่หลักในการสร้างสายส่งกระจายไฟไปยังภูมิภาคต่างๆ แต่ตอนนี้มันเกินจุด นั้นแล้วถึงเวลาที่จะต้องเปิดให้เอกชนมีส่วนร่วม ระบบสายส่งแทนที่จะเป็นของประชาชนแต่ถูกยึดเป็น ผลประโยชน์ขององค์กรเดียว ดังนั้นต้องมีการเปลี่ยนแปลงด้วยการปรับโครงสร้างองค์กรใหม่ส่วนที่จะเอา ไปสร้าง Market Cap ก็เอาไปเฉพาะส่วนโรงไฟฟ้า ส่วนเขื่อนส่วนระบบส่งให้คงอยู่กับรัฐต่อไป" ทำท่าดีแต่ทีพลิก นักวิชาการอิสระวัยเพียง 31 ยังดูเด็กมาก แต่เธอนี่เองที่เป็นเหมือน think thank ทำงานวิเคราะห์วิจัยให้ภาคประชาชนในเรื่องพลังงาน ทั้งน้ำมัน ก๊าซ และไฟฟ้า-พูดง่ายๆ ก็คือเรื่องของ ปตท. และ กฟผ. เป็นนักเรียนทุนเล่าเรียนหลวง (King's Scholarship) ไปเรียนปริญญาตรี ด้านวิศวะสิ่งแวดล้อมที่ Dartmouth แล้วได้ทุนรัฐบาลเรียนต่อปริญญาโทด้านพลังงานทรัพยากร ที่เบิร์กลีย์ แคลิฟอร์เนีย จากนั้นก็กลับมารับราชการใช้ทุนอยู่ที่ สนผ. สำนักนโยบายและแผนพลังงาน ยุคที่ปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ ยังนั่งเก้าอี้อยู่ โดยทำงานในส่วนที่เกี่ยวกับการปรับโครงสร้างกิจการไฟฟ้า ตั้งแต่ปี 2542-2546 จนครบกำหนดชดใช้ทุนจึงลาออกมาทำงานอิสระใช้ทุนภาคประชาชนแทน สมัยนั้นก็นั่งทำงานโต๊ะติดกับ ม.ล.อภิมงคล โสณกุล ที่ลาออกมาสมัคร ส.ส.นั่นเอง โดย ม.ล.อภิมงคลยังมาทำทีหลัง "ดูแล้วรู้สึกว่าบทบาทของหน่วยงานราชการค่อนข้างเปลี่ยนไป จากเดิมค่อนข้างมีอิสระในการทำงาน เป็นกลไกถ่วงดุลอีกทางหนึ่งให้กับฝ่ายการเมือง แต่ตอนหลังบทบาทค่อนข้างเปลี่ยนไป พอดีใช้ทุนหมดและอยากอยู่กับลูกมากขึ้น" เธอเปรียบเทียบให้ฟังว่า แนวคิดแปรรูปมีมานานแล้ว ตั้งแต่สมัยประชาธิปัตย์เป็นอีกแนวคิดหนึ่ง "ตอนนั้นเป็นแนว Neo Liberal คือแนวเศรษฐกิจกระแสหลัก เน้นเรื่องกลไกตลาด หลังจากนั้นก็มีการทบทวนแผน มีการชูประเด็น National Champion ชูบทบาทของรัฐวิสาหกิจ ในฐานะเป็นองค์กรนำกลไกหลักในการพัฒนาเศรษฐกิจ โดยที่บทบาทจะเป็นกึ่งรัฐกึ่งเอกชนเอาเข้าตลาด หลักทรัพย์แต่รัฐยังถือหุ้นจำนวนมาก" "การแปรรูปเป็นการดำเนินการต่อเนื่องมาจากสมัยนายกฯ เปรม ตอนนั้นมีการกู้เงินจากสถาบัน การเงินต่างประเทศ โดยเฉพาะเวิลด์แบงก์หรือไอเอ็มเอฟก็จะมีเงื่อนไขของการกู้เงินที่ระบุว่าอยากให้ รัฐบาลแปรรูปกิจการไฟฟ้าให้ภาคเอกชนมีบทบาทมากขึ้น เดิมทีเน้นแค่การเพิ่มให้ภาคเอกชนมีีบทบาท มากขึ้นในการผลิตไฟฟ้า ซึ่งก็จะออกมาในรูปการให้สัมปทาน ออกมาเป็นนโยบาย IPP SPP คือ ให้มีการสร้างโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ โดยการประมูลแข่งขันของภาคเอกชน เป็นโมเดลช่วงแรกๆ" "หลังจากนั้นช่วงประชาธิปัตย์ก็จะมีการพูดถึงโมเดลที่ต่อเนื่องจากโมเดล IPP ก็คือเห็นว่าให้ เอกชนมีส่วนร่วมในการทำสัญญาซื้อขายเป็นรายๆ เป็นครั้งๆ ไปไม่เพียงพอ มีแนวคิดว่าน่าจะให้เอกชน มีส่วนในการเพิ่มประสิทธิภาพอย่างเต็มที่น่าจะเปิดเสรีให้มีการแข่งขันเลย อันนั้นก็จะออกมาในรูปของนโยบาย Power Pool คือให้มีการจัดตั้งตลาดกลางซื้อขายไฟฟ้า เพื่อให้มีการแข่งขันใช้กลไกตลาดในการ กำหนดราคา การแข่งขันจะเป็นตัวผลักดันให้มีประสิทธิภาพ ตอนนั้นก็ผลักออกมาเป็นนโยบายได้สำเร็จ แต่มีแรงต้านทานพอสมควรเหมือนกัน เนื่องจากหลาย ๆ ฝ่ายรู้สึกว่าไฟฟ้ายังเป็นกิจการสาธารณูปโภค ยังไม่เหมาะที่จะเป็นสินค้าแล้วใช้กลไกตลาดกำหนดราคาและค่าบริการ ด้วยความที่มันมีความซับซ้อน ด้านเทคนิค ในส่วนของกิจการสายส่งก็เป็นกิจการที่ผูกขาด มันมีความยุ่งยากทางเทคนิคดีมานด์กับ ซัพพลายต้องตรงกับเป๊ะ ไม่อย่างนั้นความดันก็จะแกว่ง ดังนั้นเลยมีคนแสดงข้อห่วงใยหลายข้อว่าโมเดล นี้จะไปได้ดีหรือเปล่า แต่ในที่สุดรัฐบาลก็สามารถผลักดันออกมาเป็นมติ ครม.ได้ ช่วงปลายรัฐบาลชวน พอหลังจากนั้นก็เกิดกรณี California Energy Crisis รัฐแคลิฟอร์เนียผลักดันให้มีการจัดตั้ง ตลาดกลางในลักษณะนี้ขึ้นสำเร็จ แล้วก็มีปัญหาค่อนข้างมากในการปั่นราคา ซึ่งเอนรอนมีส่วนเกี่ยวข้องด้วย ตรงนั้นก็กลายเป็นตัวจุดประกายให้สังคมมีการตั้งคำถามมากขึ้น นำมาซึ่งการทบทวนแผนการแปรรูป ในลักษณะที่เน้นกลไกตลาด ในกลไกที่เรียกว่า Power Pool" "หลังจากนั้นก็มีการ U-tern เลย ในเรื่องของหลักความคิดว่าทิศทางอนาคตในการบริหาร ไฟฟ้าควรจะเป็นไปในทางใด แนวคิดของรัฐบาลทักษิณก็คิดว่าถ้าเราปฏิบัติตามหลักที่ต่างชาติเขากำหนด เหมือนเป็นหมากตัวหนึ่งภายใต้หลักเกณฑ์ตลาดที่โลกตะวันตกเขากำหนดมาก็คงจะแพ้ เพราะเรื่องของทุน เราสู้เขาไม่ได้ ซึ่งก็ต้องให้เครดิต-คือเขาพยายามคิดให้ทันเกมของโลกาภิวัตน์ แต่ตอนนี้มันค่อนข้างที่จะ กลายไปค่อนข้างมาก คือเขาให้ความสำคัญในเรื่องตลาดทุนค่อนข้างมากในระยะหลัง เรื่องอื่นๆ ซึ่งเป็น โจทย์ที่สำคัญสำหรับภาคธุรกิจไฟฟ้ามาตลอด ก็คือเรื่องการแข่งขัน เรื่องประสิทธิภาพ พวกนี้เป็นสิ่งที่รัฐบาล กลับลืมไป ไม่ได้ให้ความสำคัญ และยังมีเรื่องของธรรมาภิบาล การกำกับดูแลให้มีความโปร่งใส อันนี้ก็ไม่ได้ให้ความสำคัญเลย ดังนั้นสิ่งที่ออกมาภายหลังก็คือรัฐยกเลิกมติ Power Poll อย่างเป็นทางการ หลังจากนั้นก็มีมติใหม่มาแทนที่ ก็คืออนุญาตให้ กฟผ.คงการผูกขาด ให้มีลักษณะองค์กรที่ใหญ่และเอาเข้าตลาดหลักทรัพย์ทั้งองค์กร เพื่อที่จะระดมทุนหรือกระจายหุ้น เพื่อที่จะให้ กฟผ.มีความเป็นธุรกิจ ขณะเดียวกันรัฐก็ยังสามารถที่จะกำหนดทิศทางการบริหารได้ในฐานะ เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ตรงนี้คือโมเดลที่เรียกว่า National Champion" "เริ่มมีการนำเอากลไกอะไรต่างๆ ที่วางรากฐานตั้งแต่สมัยประชาธิปัตย์มาใช้ ที่เห็นได้ชัดคือการใช้ พ.ร.บ.ทุนรัฐวิสาหกิจ ซึ่งเดิมทีทำไว้เพื่อรองรับการแปลงทุนเป็นหุ้นของรัฐวิสาหกิจทั้งหมด แม้ว่าเดิมที รัฐบาลไทยรักไทยจะไม่เห็นด้วยกับแนวคิดประชาธิปัตย์ทั้งหมด และช่วงต้นๆ ก็ประกาศจุดยืนชัดเจน ว่าจะทบทวนกฎหมายทาส 11 ฉบับ มีการตั้งคณะกรรมการมาศึกษา นายกฯ เองก็เห็นชอบ ในหลักการด้วยซ้ำว่าจะต้องมีการปรับปรุงยกเลิกกฎหมายต่างๆ เหล่านี้ หลังจากนั้นยังตั้งกรรมการอีก ชุดหนึ่งที่มีคุณชัยอนันต์ สมุทวณิช เป็นประธานขึ้นมาดูแนวทางที่ควรจะกำหนดเป็นกรอบในการแปรรูป รัฐวิสาหกิจต่างๆ คณะกรรมการชุดนั้นก็มีการทำงานอย่างเข้มข้นในช่วงแรกๆ ก็ออกมาเป็นข้อเสนอเบื้องต้น ว่าการแปรรูปรัฐวิสาหกิจทำได้ แต่ในกรณีของกิจการสาธารณูปโภคพื้นฐาน เช่น ไฟฟ้า น้ำ ไม่ควรที่จะ เอาเข้าไปในตลาดหลักทรัพย์ หรือถ้าจะเอาเข้าก็ควรจัดโครงสร้างองค์กรให้เรียบร้อยเสียก่อนไม่ใช่เอาส่วน ที่ผูกขาดเข้าไปด้วย แต่พอออกมาเป็นข้อเสนอนี้หลังจากนั้นก็ไม่มีการประชุมอีกเลย" "ดังนั้นในช่วงต้นคิดว่าการตั้งคำถามต่อแนวการแปรรูปแบบ Neo Liberal ก็ค่อนข้างน่าสนใจ เป็นความพยายามของรัฐบาลทักษิณที่จะเท่าทันเกมกลไกภายนอกที่กำหนดโดยสถาบันการเงินต่างประเทศ แต่หลังจากนั้นได้มีการเปลี่ยนแนวนโยบายออกมาในทางที่มีคำถามค่อนข้างมาก ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะ ประสบการณ์การแปรรูป ปตท. ซึ่งในสายตารัฐบาลถือเป็นความสำเร็จ เป็นผลงานชิ้นโบแดง เขาก็เอา ปตท.เป็นโมเดล แต่ความสำเร็จของ ปตท.มันเป็นความสำเร็จในเชิงธุรกิจ สามารถทำกำไรได้ดี เป็นความสำเร็จจากมุมมองของผู้ถือหุ้น แต่อย่างที่เราทราบกันดีว่าความสำเร็จของ ปตท.อยู่บนภาระของ ผู้บริโภค ซึ่งตอนนั้นข้อมูลอาจจะยังไม่ค่อยออกมาเท่าไหร่นัก กำไรของ ปตท.ก็ยังไม่ได้ผิดสังเกตมากนัก แต่ว่าตอนนี้ทุกคนก็ประจักษ์แล้วว่ามันมีเบื้องหน้าเบื้องหลังยังไง มันเป็นกระจกสะท้อนอันหนึ่งที่ให้เห็นว่าถ้า กฟผ.เข้าไปแล้วจะมีผลต่อนักลงทุนและผู้บริโภคอย่างไร เกิดคำถามว่าการแปรรูป กฟผ.ทั้งองค์กรแบบ ผูกขาดเข้าไปอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ทั้งที่ไฟฟ้าเป็นกิจการสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานตรงนี้ใครได้ประโยชน์" ปตท.ตัวงาบค่าไฟ เธอบอกว่าการวิเคราะห์โมเดล ปตท.จะเป็นกระจกสะท้อนให้เห็นภาพของ กฟผ.ได้อย่างดี และเกี่ยวข้องกันอย่างมาก ปตท.มีธุรกิจหลายด้านทั้งน้ำมันปิโตรเคมี ก๊าซธรรมชาติ แต่ถ้าดูจากกำไรของ ปตท. แยกตามธุรกิจ ตัวเลขปี 2547 จะเห็นได้ว่า ปตท.ได้กำไรจากน้ำมัน การกลั่น ปิโตรเคมี 4,000 ล้านบาทเท่านั้น ได้จากการสำรวจและผลิต ซึ่ง 90% เป็นก๊าซ 27,000 ล้านบาท ได้จากก๊าซ 32,000 ล้านบาท สองส่วนหลังนี้เองที่มาจากธุรกิจผูกขาด โดยเธอทำตัวเลขให้ดูว่าถ้า ปตท.ลดกำไรลง 35,000 ล้านบาท ค่าไฟฟ้าก็จะลดลงถึง 30 สต.ต่อหน่วย โดย ปตท.ยังมีกำไรเป็นผลตอบแทน ต่อการลงทุนสูงถึง 15% "ขุมทรัพย์หลักของ ปตท.อยู่ที่ก๊าซธรรมชาติ และเกือบ 80 เปอร์เซ็นต์ของก๊าซธรรมชาติที่ ปตท.ขายเอามาใช้เพื่อการผลิตไฟฟ้า ดังนั้นแน่นอนว่ากำไรของ ปตท.หลักๆ แล้วมาจากค่าไฟทั้งนั้น ค่าไฟ 100 หน่วยในส่วนของการผลิตไฟฟ้ามีขั้นตอนมากมาย การจัดหาไฟฟ้า การจัดหาเชื้อเพลิง ซึ่งก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงหลักกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ที่ใช้ผลิตไฟฟ้า จากนั้นก็เป็นธุรกิจสร้างโรงไฟฟ้า สร้างเขื่อน สร้างสายส่งไฟฟ้า กระจายมายังสถานีจ่ายไฟไปตามบ้านเรือน จากนั้นก็เป็นธุรกิจเกี่ยวเนื่อง อย่างการจดมิเตอร์ นี่คือภาพของธุรกิจไฟฟ้าทั้งหมดซึ่งมีขั้นตอนค่อนข้างมาก แต่ว่าเงินมันมากระจุกตัว อยู่ที่ ปตท.เกือบทั้งหมดถึง 43 เปอร์เซ็นต์ คือ 100 หน่วยของค่าไฟที่ประชาชนจ่าย มาเข้ากระเป๋า ปตท. 43 หน่วย นี่ตัวเลขปี 2545 นะ ก่อนราคาก๊าซราคาน้ำมันจะพุ่งสูงขึ้น ดังนั้นตัวเลขปัจจุบัน ต้องสูงกว่านี้ นี่แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมโยงระหว่างธุรกิจก๊าซธรรมชาติของ ปตท.กับไฟฟ้าค่อนข้าง ชัดเจนว่ากำไรมหาศาลของ ปตท.ของปีนี้เฉียดๆ แสนล้าน ไม่ต่ำกว่า 9 หมื่นล้าน มันมาจากผู้ใช้ ไฟค่อนข้างมาก" ที่น่าตระหนกคือก่อนแปรรูป ปตท. มีกำไรแค่ 1,800 ล้านบาท แต่ในเวลาไม่กี่ปีพุ่งขึ้น สู่ระดับแสนล้าน ซึ่งไม่ต้องพูดถึงว่าผลประโยชน์ไปตกในมือนักลงทุนผู้ถือหุ้นไม่กี่ราย ผู้ถือหุ้นมี 3 หมื่นกว่าราย และส่วนใหญ่ก็ไปกระจุกอยู่ในมือนักลงทุนสถาบันทั้งในและต่างประเทศ ขณะที่มีผลกระทบ ต่อผู้บริโภคชัดเจนเพราะค่า FT ปรับตัวขึ้นต่อเนื่องจากราคาก๊าซธรรมชาติ เธอบอกว่าบทเรียนสำคัญในกรณีของ ปตท.ที่ต้องนำมาใช้ในกรณี กฟผ. ก็คือการที่ไม่ได้แยก ท่อก๊าซออกมาเพื่อไม่ให้ ปตท.ผูกขาดแต่ผู้เดียว เพราะการที่ ปตท.ยึดท่อก๊าซไว้นี่เองทำให้ กฟผ. ไม่มีอำนาจต่อรองเลยในการซื้อก๊าซธรรมชาติ "กฟผ. เป็นผู้รับซื้อรายใหญ่แทบจะเป็นผู้รับซื้อรายเดียว แต่กลับไม่มีอำนาจต่อรองเลยนะ ปล่อยให้ ปตท.กำหนดราคา แค่นั้นยังไม่พอ ยังต้องจ่ายค่าหัวคิว หรือที่เรียกว่าค่าตอบแทนมาร์จิ้นให้กับ ปตท." "ยกตัวอย่างเป็นรูปธรรมชัดเจน กรณีโรงไฟฟ้าโรงหนึ่งของ กฟผ. โรงไฟฟ้าน้ำพองมีความ ต้องการใช้ก๊าซ เพราะก๊าซไม่ค่อยพอ มีอีกแหล่งหนึ่งอยู่ใกล้ๆ ก็คือที่พูฮ่อม ปรากฏว่าคนที่รับสัมปทาน ณ ปัจจุบันก็คือบริษัทอะเมอริดาเฮทของอเมริกา กฟผ.ต้องการซื้อก๊าซโดยตรงและมันก็อยู่ใกล้ๆ กัน แต่ กฟผ.ไม่สามารถซื้อตรงได้ต้องให้ ปตท. เป็นคนรับซื้อจากอะเมอริดาเฮทเพื่อที่มาขายให้ กฟผ. อีกทีหนึ่ง ซึ่งการขายนี่ก็ต้องบวกค่าหัวคิวด้วย นี่มันแสดงให้เห็นว่าอำนาจผูกขาดให้อะไรกับ ปตท." อำนาจนี้ ปตท.ได้มาโดย พ.ร.บ.การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย ซึ่งถูกยุบเลิกไปโดยอาศัย การประกาศพระราชกฤษฎีกาแล้วยกสิทธิและอำนาจต่างๆ ไปให้ บมจ.ปตท. เหมือนกรณีของ กฟผ. ที่กำลังฟ้องอยู่ตอนนี้ "ดังนั้นที่รัฐมักจะอ้างว่า ที่ผ่านมาก็ไม่เห็นมีปัญหาอะไรในการเอา ปตท.เข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ กลับเป็นบริษัทที่มีกำไรดีอย่างโน้นดีอย่างนี้ จริงๆ ที่ผ่านมาที่ ปตท.ทำได้ไม่ได้เป็นสิ่งที่ีบ่งบอกแม้แต่น้อย ว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้อง มันอาจจะไม่โดนฟ้องร้องหรือยังไม่มีการตรวจสอบ แต่มันชี้ให้เห็นว่าสิทธิ์ผูกขาดที่ ให้ไว้กับ ปตท.ได้ก่อให้เกิดผลประโยชน์แก่คนกลุ่มหนึ่งเท่านั้น" "กรณีโรงไฟฟ้าน้ำพองกับพูฮ่อมนี่ชัด ว่าอำนาจผูกขาดทำให้เพิ่มต้นทุนแก่ผู้บริโภค ถ้า กฟผ. สามารถเจรจาโดยตรงกับผู้ขุดเจาะก๊าซ การเจรจาอาจจะมีความเข้มข้น หรืออาจจะเป็นไปในทางที่เป็น ประโยชน์ต่อประชาชนมากขึ้นก็ได้" เธอบอกว่าที่จริงก่อนจะเอา ปตท.เข้าตลาดหุ้น รัฐบาลก็กำหนดไว้แล้วว่าจะแยกท่อก๊าซออกมาจาก ปตท. แต่กลับทำเป็นลืมหน้าตาเฉย "มติ ครม.ตั้งแต่ช่วงการขายหุ้น ปตท.ปี 2544 รัฐบาลมีคำมั่นสัญญาต่อผู้บริโภคว่าจะแยก ท่อก๊าซออกมาเพื่อเปิดทางให้มีการแข่งขัน ซึ่งจะทำให้ กฟผ.ไม่ต้องซื้อก๊าซจาก ปตท.รายเดียว อาจจะซื้อจากแชฟรอน จากยูโนแคล อำนาจต่อรองจะมีมากขึ้น รัฐบาลได้กำหนดกฎเกณฑ์ในเรื่องนี้ ออกมาแล้วด้วย แต่สัญญาที่ให้ไว้กลับไม่มีการดำเนินการ กำหนดเงื่อนเวลาว่าจะดำเนินการให้เสร็จภายใน 1 ปี แต่หลังจากนั้นก็ไม่มีการดำเนินการ ทั้งที่เขียนไว้เรียบร้อยในหนังสือชี้ชวนและมีมติ ครม. รองรับด้วย" ก็คงต้องทวงคำสัญญานี้ต่อไป เพราะมันชี้ให้เห็นว่าสิ่งที่สัญญาไว้ที่จะเป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภค กลับไม่ได้ทำ ขณะที่บางสิ่งบางอย่างที่สัญญาไว้กับนักลงทุน ทั้งๆ ที่ไม่ควรกลับยึดมั่นถือมั่นมาก ตัวอย่างที่ เห็นชัดคือการกำหนดผลตอบแทนการลงทุนว่าในการลงทุนสร้างท่อก๊าซของ ปตท.จะประกันกำไรผล ตอบแทนที่ระดับ 16-18 เปอร์เซ็นต์ ท่อเก่าประกันไว้ที่ 18 ท่อใหม่ 16 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งที่ประกันไว้ 16 เปอร์เซ็นต์ เพราะตอนนั้นอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ค่อนข้างสูง ตั้งแต่ปี 2542-2543 แล้วก็ยึดเอาอันนั้นมาเป็น หลักประกันในหนังสือชี้ชวน พอตอนหลังมีการเสนอแผนการลงทุนท่อเส้นที่ 3 ช่วงปี 2546 ช่วงนั้นอัตรา ดอกเบี้ยเงินกู้ลดลงค่อนข้างมากเหลือแค่ 5.75 เปอร์เซ็นต์ ปรากฏว่าที่เคยประกันไว้ 16 เปอร์เซ็นต์ บนฐานอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่สูงกว่ากลับไม่ทบทวนเลยนะ รัฐบาลยึดเอาสิ่งที่อยู่ในหนังสือชี้ชวนเป็นสรณะ" เธอบอกว่า ถ้าแยกท่อก๊าซออก กฟผ.ก็สามารถเจรจาตรงกับผู้รับสัมปทานรายอื่น "ปตท.ก็ทำหน้าที่เป็นเพียงผู้ให้บริการการขนส่งก๊าซผ่านท่อ เปรียบเหมือนถนนก็เปิดฟรี ใครใช้ก็ได้ แค่เก็บค่าผ่านทาง ไม่ใช่เป็นตัวกำหนดว่าจะเลือกใครให้ใช้บริการ" "ท่อก๊าซใช้อำนาจอธิปไตยของรัฐในการเวนคืน ลิดรอนสิทธิเพื่อสร้างท่อ แต่แทนที่จะถูกใช้ เพื่อประโยชน์สาธารณะ กลายเป็นว่าใช้เพื่อประโยชน์ของธุรกิจ ปตท.แต่เพียงผู้เดียว ถ้ามีการปลดล็อก ตรงนี้ได้ก็จะทำให้ต้นทุนก๊าซธรรมชาติน่าจะถูกลง เนื่องจากไม่ต้องเสียค่าหัวคิว" "ณ ปัจจุบัน ผู้ใดก็ตามถ้าจะมาใช้ท่อก๊าซของ ปตท.จะต้องขายให้กับ ปตท.แต่เพียงผู้เดียวเท่านั้น ปตท.ก็จะรับซื้อมาแล้วมาบวกมาร์จิ้น แล้วก็มาขายต่อ ซึ่งผู้ซื้อส่วนใหญ่ก็คือ กฟผ. กลายเป็นว่าต้นทุนมา เท่าไหร่ก็บวกเพิ่มๆ ปตท.ก็ไม่มีแรงจูงใจที่จะต่อราคาให้ถูกลง เพราะมาร์จิ้นกำหนดเป็นเปอร์เซ็นต์ของ ราคาปากหลุม ธุรกิจมันเป็นไปในลักษณะเอื้อประโยชน์ให้ ปตท.อย่างเดียวไม่ได้ออกมาเพื่อประโยชน์ ส่วนรวม" มันผูกขาดทั้งตอนซื้อและตอนขายไม่ว่าจะยูโนแคลหรือจะใครก็ตามที่ขุดมาต้องขาย ปตท.เท่านั้น แล้ว กฟผ.หรือผู้ผลิตไฟฟ้ารายอื่นที่ต้องการใช้ก๊าซก็ไม่สามารถซื้อจากใครได้นอกจาก ปตท. เขาทำหน้าที่เป็นตัวกลาง ก็เหมือนลอตเตอรี่ ถ้ามีพ่อค้ากลางที่สามารถกำหนดเงื่อนไขการซื้อขายได้ เราก็ไม่สามารถซื้อลอตเตอรี่ได้ในราคา 40 บาท ปตท.ก็ทำหน้าที่เป็นพ่อค้าคนกลาง" ราคาหน้าหลุมที่ว่า ปตท.เป็นผู้ซื้อ มีการฮั้วได้ไหม "มีกรรมการดูแล แต่รายละเอียดเงื่อนไขในการกำหนดราคาต่างๆ กำหนดโดยคนไม่กี่คน และไม่ค่อยเปิดเผยข้อมูล เลยไม่แน่ใจว่ามีการปกป้องผลประโยชน์ของประเทศอย่างเข้มข้นแค่ไหน โครงสร้างราคาก็เป็นโจทย์อีกอันหนึ่ง ที่อยากจะให้มีการดำเนินการที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศ" "ก็อยากสรุปอีกครั้งว่า บทเรียนจากแปรรูปที่ชัดเจนคือเงินมันไปกระจุกตัวปตท.กำไรมหาศาล แต่เป็นกำไรที่ได้มาบนภาระของผู้บริโภค และคนที่ได้ประโยชน์จริงๆ มีแค่ไม่กี่คน ไม่ถึง 0.1 เปอร์เซ็นต์ของประชากร ขณะเดียวกันสิ่งที่เราได้เห็นจากการดำเนินการของรัฐก็คือ รัฐให้ความสำคัญ แก่ผู้ถือหุ้นมากกว่าผู้บริโภค ดูจากคำมั่นสัญญาที่มีไว้ต่อกลุ่มต่างๆ ก็นำมาซึ่งข้อห่วงใยว่าที่ผ่านมา ปตท.เป็นแบบนี้ แล้ว กฟผ.จะเป็นยังไง จนถึงวันนี้ยังไม่มีมาตรการอะไรที่ออกมาชัดเจนเกี่ยวกับการ ดูแลผลประโยชน์ของผู้บริโภค" "กรณี ปตท.ยังมีที่ให้คำสัญญาไว้ว่าจะทำแต่ไม่ได้ทำ ก็คือการจัดตั้งองค์กรกำกับดูแล ก๊าซธรรมชาติ ซึ่งต่างประเทศเขาก็ทำเป็นมาตรฐานสากล แต่ของรัฐบาลไทยไม่ได้ทำให้เรียบร้อย ท้ายสุดก็เลยไม่ได้ทำ ตอนแรกบอกว่าจะจัดตั้งองค์กรกำกับดูแลที่มี พ.ร.บ.รองรับ เพื่อมาเป็นตัวถ่วงดุล ระหว่างผู้ประกอบการกับผู้บริโภค แต่พอแปรรูปเสร็จก็ฉีกกฎหมายทิ้ง มีมติยกเลิก พ.ร.บ.ตัวนี้ หลังจากมีการเรียกร้องให้จัดทำ พ.ร.บ.กิจการไฟฟ้า ก็ทำเฉพาะไฟฟ้า ในส่วนของก๊าซธรรมชาติ ก็ตัดออกเลย เดิมตอนแปรรูปมันมีร่าง พ.ร.บ.ประกอบกิจการพลังงาน ซึ่งครอบคลุมทั้งไฟฟ้า และก๊าซธรรมชาติ แต่มาตอนนี้รัฐไม่มีคำตอบเลยว่า เหตุใดจึงยกเลิกแผนการจัดตั้งองค์กรกำกับดูแล สำหรับสาขาก๊าซธรรมชาติ" ตัวนี้เองที่ภาคประชาชนจึงเรียกร้องให้มีองค์กรกำกับดูแลกิจการไฟฟ้าก่อนจะนำเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ โดยแยกกิจการที่ผูกขาดออกก่อน โดยเฉพาะระบบส่ง "ต่างประเทศทุกประเทศที่เขาจะแปรรูป โดยเฉพาะกิจการไฟฟ้าซึ่งเป็นกิจการที่ผูกขาด และเป็นสาธารณูปโภค เขาต้องออกกฎหมายระดับ พ.ร.บ. มาปรับโครงสร้างจัดการเรื่องสิทธิผูกขาด ให้เรียบร้อยก่อน ไม่อย่างนั้นจะเป็นเหมือน ปตท.ที่ยกสิทธิผูกขาดซึ่งเดิมให้ไว้กับรัฐวิสาหกิจไปไว้ กับเอกชน" "กรณี ปตท.เป็นเอกชนไปแล้ว 48 เปอร์เซ็นต์ อีก 52 เปอร์เซ็นต์ถือโดยคลังแล้วคลังก็ไม่ได้ ทำหน้าที่ดูแลผลประโยชน์ของประเทศอย่างเข้มข้น ก็จะใช้วิธีแต่งตั้งข้าราชการจากกระทรวงนั้นกระทรวงนี้ ไปนั่งเป็นกรรมการบริหาร เนื่องจากมันมีผลประโยชน์ที่ขัดแย้งกัน คือตัวแทนของรัฐเหล่านี้ที่ไปนั่งบริหาร ปตท. ได้ผลตอบแทนจากการดำรงตำแหน่งกรรมการบริหารเยอะมาก เมื่อเทียบกับเงินเดือนข้าราชการ มันทำให้เกิดผลประโยชน์ขัดแย้งว่า เอ๊ะ เข้าไปในฐานะตัวแทนของรัฐ แต่กลับกลายเป็นเอาตำแหน่ง ไปเอื้อประโยชน์ให้ธุรกิจ" เธอบอกว่าตรงนี้รัฐบาลก็ผิดคำมั่นสัญญาเช่นกัน "ตอนแปรรูปครั้งแรกปี 2544 มีการให้คำมั่นสัญญาว่ารัฐจะถือหุ้นในสัดส่วน 70 เปอร์เซ็นต์ ตอนนั้นแปรออกไป 30 เปอร์เซ็นต์ แต่หลังจากนั้นก็ได้ลดสัดส่วนการถือหุ้นของรัฐเหลือเพียง 52 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งอันนี้ก็เป็นไปอย่างเงียบๆ ไม่ต้องมีมติอะไร คลังสามารถขายได้ในฐานะผู้ถือหุ้น โดยขายผ่านกองทุนวายุภักษ์เป็นลอตใหญ่ คลังขายให้กองทุนวายุภักษ์แล้วได้มาเป็นเงินสด กองทุนวายุภักษ์ก็ขายต่อให้ผู้ลงทุนสถาบันและรายย่อย ที่เล็งไว้กับ กฟผ.ก็อาจจะคล้ายๆกัน อาจจะมีกองทุนวายุภักษ์ 2 ตั้งขึ้นเพื่อมาจำนำหุ้นในลักษณะนี้ แล้วนำเงินมาใช้ในนโยบายต่างๆ ของรัฐบาล" แปรเพื่อตลาดทุน ย้อนไปเปรียบเทียบแนวคิดแบบ ปชป.กับไทยรักไทย เธอบอกว่าที่จริงตอนแรกแนวคิดแบบไทยรักไทยก็ดูจะดี เพราะ Power Pool นั้นเห็นได้ว่าไม่เหมาะ กับเมืองไทย "Neo Liberal คือแนวเสรีนิยมก็เน้นเรื่องกลไกตลาด แนวของคุณทักษิณเน้นการผูกขาด เอาการผูกขาดมาทำให้องค์กรเข้มแข็ง สามารถที่จะสร้างธุรกิจที่แข็งแกร่งในเรื่องของทุน ต่อสู้กับทุนใหญ่ๆ ของต่างประเทศได้" "เห็นด้วยว่าการแข่งขันเป็นกลไกสำคัญอันหนึ่งที่จะทำให้เพิ่มประสิทธิภาพ แต่การเปิดเสรีในลักษณะ ตลาดการซื้อขายไฟฟ้า ถ้าต้องมีการกำหนดราคาซื้อขายทุกๆ ชั่วโมง คล้ายๆ ตลาดหุ้นก็ไม่เหมาะสม กับกิจการสาธารณูปโภค" Power Pool ที่เคยเกิดในแคลิฟอร์เนียมีบทเรียนอย่างไร "มีการกำหนดค่าไฟรายชั่วโมงเลย คือไฟฟ้าความต้องการมันขึ้นลงๆ การผลิตก็ขึ้นลงๆ ตามด้วย ไม่อย่างนั้นจะรักษาแรงดันไม่ได้ ถ้าความต้องการมาก-การผลิตน้อย แรงดันจะตก หรือถ้าผลิตมากเกินไป -แรงดันก็พุ่งขึ้น มันไม่ใช่สินค้าทั่วไป เทคนิคมันยุ่งยากซับซ้อน ดังนั้นประเทศไทยอาจจะยังไม่เหมาะที่จะ ใช้ระบบแบบแคลิฟอร์เนีย เนื่องจากมันมีความยุ่งยากในทางเทคนิค มันปั่นราคาได้ง่ายมาก เวลาเราเปิด สวิตช์ไฟไม่ได้มีราคาแปะอยู่ว่าแต่ละชั่วโมงราคาเท่าไหร่ เราก็เปิดไปเลยแล้วบิลค่อยตามมาทีหลัง ดังนั้นการปั่นทำได้ค่อนข้างง่าย" "แคลิฟอร์เนียค่าไฟพุ่งขึ้นเป็น 10 เท่าเลย เศรษฐกิจแทบจะหยุดชะงัก กลายเป็นกองหนี้มหาศาล เนื่องจากต้องเสียเงินจำนวนมากให้กับผู้ผลิตไฟฟ้า เอนรอนก็อยู่ในนั้นก็ได้ประโยชน์ มีส่วนในการกำหนด เงื่อนไขโครงสร้างของตลาดด้วย" Power Pool มีตัวอย่างที่ใช้ได้ก็แถบสแกนดิเนเวีย "ระบบของเขาแข็งแรงเหมือนกับถนน ที่ไม่มีการจราจรที่ติดขัด ดังนั้นการซื้อขายไม่ต้องมาประสบปัญหารถติด ไม่ต้องเจอปัญหาสายส่งมีข้อจำกัด เพราะถ้าสายส่งมีข้อจำกัดจะเกิด monopoly market ในบางพื้นที่ อีกอย่างของเขาวางกรอบกติกา ที่ชัดเจน" แล้วแนวคิด National Champion นี่เอามาจากไหน "จริงๆ ก็ไม่ใช่ประเทศไทยประเทศเดียวที่ทำ จีนก็ใช้รูปแบบนี้ก็คือตั้งคำถามกับการพัฒนา เศรษฐกิจแบบเสรีนิยม พยายามสร้างความเข้มแข็งของบริษัทหรือรัฐวิสาหกิจในประเทศ ก่อนที่จะนำไปสู่ การแข่งขันในระดับนานาชาติ คือไม่ได้บอกว่าแนวคิดนี้ไม่ดี แต่วิธีการมันไม่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์ โดยรวม ตอนแรกก็รู้สึกว่าเออเป็นแนวคิดที่น่าสนใจ คือมองไปที่เรื่องของทุนเป็นหลัก เนื่องจากที่ผ่านมา ระบบการเงินในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจ ทำให้มองว่าถ้าเราไม่พร้อมก็อาจจะกลายเป็นเหยื่อได้ง่ายๆ จากระบบที่เปิดเสรี ดังนั้นแนวคิด National Champion คือคิดที่จะสร้างความเข้มแข็งให้ตัวเองก่อน ก่อนที่จะทะยานเข้าไปสู่เวทีโลก" "ถ้าไม่ใช่สาธารณูปโภคหรือกิจการผูกขาดจะไม่ว่าอะไรเลย แต่กรณีไฟฟ้าค่อนข้างน่ากลัวเนื่องจาก ปตท.หรือ กฟผ. ไม่ได้สร้างความเข้มแข็งจากการบริหารงานที่มีประสิทธิภาพ มันเป็นการสร้าง ความเข้มแข็งแบบเอื้ออาทร ให้สิทธิพิเศษนี้เพื่อที่จะให้เขามีกำไร แข็งแรงเฉพาะทุน เฉพาะการได้มาซึ่งกำไร แต่ในเรื่องประสิทธิภาพในการบริหาร ไม่มั่นใจว่าที่ผ่านมาการบริหารของ ปตท.เป็นอย่างไร เพราะพอได้ สิทธิพิเศษมันก็ไม่มีแรงจูงใจในการพัฒนาประสิทธิภาพ" "ดังนั้นตรรกของเขาโอเค แต่วิธีการไม่น่าจะถูก ที่ผ่านมาก็เลือกเอาเฉพาะรัฐวิสาหกิจที่ผูกขาด และเป็นสาธารณูปโภค และให้สิทธิประโยชน์ ประเคนให้ทุกอย่างเลย ไม่ต้องจ่ายภาษีท้องที่ในการ ทำบีโอไอ ท้ายที่สุดเห็นๆ อยู่ว่าประชาชนไม่ได้ประโยชน์ รายได้ที่ควรจะได้จากการเก็บภาษีก็ไม่ได้ ท้ายที่สุดแล้วสิทธิประโยชน์ต่างๆ มันก็ตีค่ามาเป็นต้นทุนที่ผู้บริโภคต้องจ่าย" "ช่วงแรกดูเหมือนดีเพราะรัฐมีการทบทวน พ.ร.บ.ทุนรัฐวิสาหกิจ แล้วก็กำหนดแนวทางอย่างดี ว่าในการแปรรูปรัฐวิสาหกิจควรจะทำยังไง ซึ่งก็ดูมีหลักการดี แต่ตอนหลังหลักการที่ทั้งๆ นายกเป็นคน ลงนามเองก็ทำเป็นลืม ทำขัดกับหลักการที่ตัวเองเคยชูไว้ แล้วหันมาใช้ประโยชน์จาก พ.ร.บ. ทุนรัฐวิสาหกิจ แปลงสิทธิประโยชน์พิเศษต่างๆ โอนให้ กฟผ.และผู้ถือหุ้น อันนี้คือส่วนหนึ่ง ของคำร้องในคดีที่ฟ้องต่อศาลปกครอง ว่ามันมีความไม่ชอบในกฎหมายหลายๆ อย่าง" "พอศาลปกครองสั่งระงับ ก็มีการพูดกันมาก มีหลายๆ ฝ่ายมาพูดว่าเสียประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ต่างๆ ซึ่งประเด็นหลักๆ ที่อ้างก็มีเรื่องของหนี้สาธารณะ เรื่องตลาดหุ้นว่าได้รับผลกระทบถอยหลังเข้าคลอง ไม่เปิดโอกาสให้ กฟผ.ได้พัฒนาประสิทธิภาพองค์กร ก็อยากดึงกลับมาให้เห็นว่าจริงๆ แล้ว ตอนแรก ที่รัฐบาลจะแปรรูป กฟผ. มีจุดประสงค์อะไร ที่พอจะหยิบยกมาได้มีอยู่ 3-4 อัน รัฐบาลบอกว่า หนึ่ง เรื่องการพัฒนาประสิทธิภาพ สอง คือเรื่องธรรมาภิบาล ถ้าอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ฯ ความโปร่งใส ของข้อมูลต่างๆ จะดีขึ้น อันที่สาม คือเรื่องหนี้สาธารณะ จำเป็นที่ต้องแปรรูปเพื่อไม่ให้เป็นภาระกับหนี้ สาธารณะ อันที่สี่คือ สร้างความแข็งแกร่งให้ตลาดหลักทรัพย์ฯ ก็อยากจะมาดูทีละอันเลยว่าการแปรรูมัน serve จริงหรือเปล่า" "อย่างแรกเรื่องประสิทธิภาพ อยากจะให้ดูประสบการณ์ที่ผ่านมาในกรณีการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ บางอย่าง เปรียบเทียบการบินไทยกับ ทศท. ในกรณีของการบินไทยก็อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ฯ แต่เรื่อง ประสิทธิภาพไม่แน่ใจว่ามีการพัฒนา ชี้ให้เห็นว่าแค่ไปอยู่ตลาดหลักทรัพย์ฯ ก็อาจจะไม่ได้เป็นตัวประกัน ว่าประสิทธิภาพจะดีขึ้น แต่ในประเด็น ทศท. พอเริ่มมีโทรศัพท์มือถือเข้ามา มีเอกชนมาสร้างแรงกดดัน ในการแข่งขัน จากที่โทร.ทางไกลนาทีสูงสุดถึง 18 บาท มันลดลงฮวบฮาบเลย มันแสดงให้เห็นว่าสิ่งที่ก่อให้ เกิดการเพิ่มประสิทธิภาพในทางที่เป็นประโยชน์กับประชาชนก็คือการแข่งขัน ดังนั้นเรื่องประสิทธิภาพไม่ได้ อยู่ที่ว่าเป็นรัฐวิสาหกิจหรือเป็นเอกชน มันอยู่ที่ว่าโครงสร้างการผลักดันให้มีประสิทธิภาพหรือเปล่า" "ประเด็นต่อมาเรื่องของหนี้สาธารณะ ก็มักจะอ้างว่าถ้าไม่เข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ จะเป็นภาระต่อหนี้สาธารณะ แต่จริงๆ แล้วตัวเลขที่เพิ่งประกาศไม่นานพบว่า หนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้นหลักๆ มาจากหนี้ที่รัฐก่อเองโดยตรงจากโครงการประชานิยมต่างๆ ในส่วน กฟผ.รัฐไม่ได้รับประกันหนี้มาตั้งนานแล้วนะ และแม้จะอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ฯ ก็ถือว่าเป็นหนี้สาธารณะตราบใดที่ กฟผ.ยังคงสถานะความเป็นรัฐวิสาหกิจอยู่" "สุดท้ายเรื่องทุน สรุปแล้วที่อ้างมาเรื่องประสิทธิภาพ เรื่องธรรมาภิบาล เรื่องหนี้สาธารณะ จริงๆ แล้วไม่ได้เป็นปัจจัยหลักเลย ปัจจัยหลักอยู่ที่ตลาดทุนนี่แหละ ถ้าไม่ได้กระจายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ฯ โอเคมันกระทบจริง เรื่อง market cap แต่ก็อยากตั้งคำถามว่าตลาดหุ้นจริงๆ แล้วมันมีบทบาทมากน้อย เพียงใดในการผลักดันเศรษฐกิจ และใครได้ประโยชน์จากตลาดหุ้น คนที่มีส่วนในการซื้อขายใน ตลาดหลักทรัพย์ฯ มีอยู่ไม่กี่แสนคน อย่างมากก็แค่ 1 เปอร์เซ็นต์ของประชากร แต่คนที่จะต้องเสีย ประโยชน์คือคนทั้งประเทศ น่าจะดูจุดประสงค์โดยทั่วไปใหม่ว่า ถ้าตั้งวัตถุประสงค์ใหม่ คุณจะแปรรูป หรือว่าปรับโครงสร้างในลักษณะไหน เพื่อที่จะให้ได้ตามจุดประสงค์ที่ตั้งไว้" |