หวั่นกฟผ.ซ้ำรอยปตท. แปรรูปเสร็จประชาชนรับกรรม
ผู้จัดการรายวัน
Aug 24, 2005
จากบทเรียนปตท.ถึงแปรรูปกฟผ.นักวิชาการค่ายทีดีอาร์ไอไม่เชื่อน้ำยาองค์กรอิสระกำกับดูแลกิจการไฟฟ้า ชี้หนีไม่พ้นผลประโยชน์ทับซ้อนการเมืองแทรกเหมือนกทช. เตือนชะลอแปรรูปกฟผ.ก่อนเดินตามรอยปตท.ที่ฟันกำไรจากธุรกิจผูกขาดท่อส่งและการขายก๊าซให้กฟผ.สุดท้ายผลักภาระให้ประชาชนแบกค่าไฟแพง แฉกลุ่มธุรกิจก๊าซมีอิทธิพลถึงขั้นใช้อำนาจการเมืองตัด "ก๊าซธรรมชาติ" ออกจากร่างพ.ร.บ.ปรับโครงสร้างกิจการไฟฟ้า เลี่ยงการควบคุมตรวจสอบ ประธานสหภาพ กฟผ. แบตัวเลขค่าเอฟทีและค่าไฟที่ประชาชนค้างกว่า 3 หมื่นกว่าล้าน ซึ่งกฟผ.รับภาระอยู่ขณะนี้จะถูกบีบให้เรียกเก็บทันทีหลังแปรรูป

นางสาวเดือนเด่น นิคมบริรักษ์ ผู้อำนวยการวิจัย สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวในงานสัมมนาเรื่อง องค์กรกำกับดูแลอิสระของภาคไฟฟ้า เมื่อวานนี้ (23 ส.ค.) ที่คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ว่าไม่มีความเชื่อมั่นในองค์กรกำกับดูแลกิจการไฟฟ้าจะมีอิสระจริงโดยเฉพาะประเด็นเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน เพราะยังไม่มีการกำหนดหลักเกณฑ์ที่ชัดเจน ซึ่งในต่างประเทศถือว่าเป็นใหญ่มาก และถึงแม้จะมีความเป็นอิสระจากฝ่ายบริหารตามหลักทฤษฎี ทำให้การเมืองแทรกแซงได้ยาก อย่างไรก็ตาม ความเป็นอิสระโดยลำพังไม่สามารถรับรองได้ว่าองค์กรดังกล่าวจะมีความเป็นกลาง มีประสิทธิภาพในการกำกับดูแล ซึ่งกรณีคณะกรรมการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) เห็นได้ชัดเจน

นางสาวเดือนเด่น กล่าวว่า หัวใจสำคัญขององค์กรนี้อยู่ที่ความโปร่งใสและความสามารถในการถ่วงดุลและตรวจสอบในทุกจุด การมีอิสระหรือไม่มีอิสระยังไม่สำคัญเท่ากับวิธีการปฏิบัติหน้าที่ขององค์กรว่ามีธรรมาภิบาลหรือไม่ องค์กรอิสระที่มีอำนาจเกินขอบเขต ขาดความเป็นกลาง ขาดความรับผิดชอบต่อการกระทำของตนเอง และขาดการตรวจสอบถ่วงดุล จะสร้างความเสียหายให้แก่เศรษฐกิจและสังคมมากกว่าหน่วยงานที่ไม่มีอิสระ

"เราเอาความหวังไปฝากไว้กับองค์กรอิสระมากเกินไปหรือไม่" นางสาวเดือนเด่น กล่าว

**ใบสั่งการเมืองดึง "ก๊าซ" พ้นการควบคุมตรวจสอบ

นายวิฑูรย์ เพิ่มพงศาเจริญ เลขาธิการมูลนิธิฟื้นฟูชีวิตและธรรมชาติ อดีตสมาชิกสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กล่าวว่า สภาที่ปรึกษาฯ เคยเสนอร่างพ.ร.บ.ฯ ที่ให้รวมเอากิจการไฟฟ้าและก๊าซธรรมชาติ เข้าไว้ด้วยกันเพราะก๊าซธรรมชาติถือเป็นเชื้อเพลิงสำคัญ แต่เวลานี้มีการตัดเอา " ก๊าซธรรมชาติ" ออกไปจากร่างกฎหมาย เนื่องจากคำสั่งของ "ผู้ใหญ่" คนหนึ่ง แสดงให้เห็นว่า กลุ่มก๊าซมีอิทธิพลสูงมากในธุรกิจพลังงานสามารถใช้อำนาจทางการเมืองเอาก๊าซออกไปจากระบบการควบคุมตรวจสอบได้

นายวิฑูรย์ ยังได้แสดงข้อมูลต่อวงสัมมนาว่า การเมืองเข้าแทรกซึมเข้าไปมีผลประโยชน์ในปตท.ชัดเจน โดยดูจากรายชื่อผู้ถือหุ้น และในรายชื่อของคณะกรรมการบริหารปตท. หรือบอร์ดปตท. ยังมีคนในตระกูลชินวัตร ร่วมเป็นบอร์ดอยู่ด้วย

"ธุรกิจก๊าซจะใช้โรงไฟฟ้าเป็นไก่รองบ่อน เพราะระบบไฟฟ้าสามารถผลักภาระทุกอย่างมาให้ประชาชนได้ กลุ่มก๊าซจะกินหัวน้ำโดยที่ประชาชนมองไม่เห็น" นายวิฑูรย์ กล่าว

นายวิฑูรย์ อธิบายว่า การผูกขาดในระบบพลังงานของบริษัทปตท. จำกัด (มหาชน) ทั้งระบบท่อส่งก๊าซและเชื้อเพลิงก๊าซ เป็นต้นทุนหลักที่ประชาชนผู้บริโภคต้องจ่ายผ่านค่าไฟฟ้าผันแปร (ค่าเอฟที) ที่แพงขึ้นตามต้นทุนเชื้อเพลิง โดยเวลานี้บรรดาโรงไฟฟ้าทั้งหมดของประเทศต่างพึ่งพิงก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงอยู่กว่า 70%

อดีตสมาชิกสภาที่ปรึกษาฯ ยังกล่าวเรียกร้องให้ชะลอการแปรรูปการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) แล้วนำหุ้นเข้าขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ ออกไปก่อน รอให้การจัดตั้งองค์กรกำกับดูแลกิจการไฟฟ้าเสร็จก่อนและให้รวมเอา "ก๊าซธรรมชาติ" เข้าไปในร่างพ.ร.บ.ประกอบกิจการไฟฟ้าฯ ตามข้อเสนอของสภาที่ปรึกษาฯ เพื่อให้การกำกับ ควบคุมดูแลและตรวจสอบกิจการไฟฟ้าครอบคลุมไปถึงเชื้อเพลิงด้วย และทั้งหมดต้องทำให้เสร็จเสียก่อนหากจะเอากฟผ.เข้าตลาด เพราะไม่เช่นนั้น จะเหมือนกับกรณีที่ปตท.สัญญาก่อนเข้าตลาดฯ ว่า จะแยกธุรกิจท่อส่งก๊าซธรรมชาติออกหลังเข้าตลาดฯ ไปแล้วภายในหนึ่งปี แต่จนบัดนี้ยังไม่ทำอะไร

นางสาวชื่นชม สง่าราศรี กรีเซ็น จากกลุ่มพลังไท กล่าวในทำนองเดียวกันว่า การจัดตั้งองค์กรกำกับดูแลต้องทำให้เสร็จก่อนจะนำกฟผ.เข้าตลาดฯ ส่วนคณะกรรมการกำกับดูแล 7 คน ซึ่งแต่งตั้งโดยนายกรัฐมนตรี ตามการเสนอของรมว.กระทรวงพลังงาน ชี้ให้เห็นว่าการเมืองสามารถเข้าแทรกองค์กรนี้ได้ทุกเมื่อ ขณะเดียวกันอำนาจของคณะกรรมการฯ ที่ไม่ชัดเจนในการเพิกถอนใบอนุญาตด้านกิจการไฟฟ้า ทำให้ไม่มีหลักประกันแก่ผู้บริโภคว่าจะได้รับการดูแลอย่างแท้จริง

"การจัดตั้งองค์กรกำกับกิจการไฟฟ้าควรทำให้เสร็จก่อนเอากฟผ.เข้าตลาดเพราะไม่เช่นนั้นจะซ้ำรอยปตท.ที่มีกำไรมหาศาลเพราะต้นทุนเชื้อเพลิงผูกขาด" นางสาวชื่นชม กล่าว

**บทเรียนเจ็บปวดปตท.ถึงกฟผ.

นางสาวสายรุ้ง ทองปลอน ผู้จัดการสหพันธ์องค์กรผู้บริโภค เปิดเผยถึงบทเรียนการแปรรูปปตท.ก่อนจะถึงกฟผ.ว่า ก่อนการแปรรูป ปตท.เป็นรัฐวิสาหกิจที่มีอภิสิทธิ์และผูกขาดแต่ผลกำไรยังกลับคืนสู่สังคมและช่วยถ่วงดุลด้านเชื้อเพลิงก๊าซ และก่อนแปรรูปได้ให้สัญญาว่าจะเปิดให้มีการแข่งขันในธุรกิจก๊าซมากขึ้นแต่ถึงบัดนี้ยังผูกขาด ไม่นับคำสัญญาของรัฐฯที่ว่าจะให้มีองค์กรกำกับกิจการก๊าซและไฟฟ้าแต่จนบัดนี้ยังไม่เกิดขึ้น

"การกำหนดนโยบายเกี่ยวกับการแข่งขันในธุรกิจก๊าซปัจจุบันนี้ แทนที่รัฐจะเข้ามากำหนดนโยบายกลายเป็น ปตท. บอกว่าจะผูกขาด หรือจะเปิดให้ใครเข้ามาแข่งกับตัวเอง เช่น กรณีการแถลงของกรรมการผู้จัดการใหญ่ ปตท. บอกว่า ถ้ามีผู้ค้าน้ำมันรายอื่น เช่น เชลล์ สนใจขายเอ็นจีวี ปตท. คงต้องเป็นแกนนำวางโครงข่ายพื้นฐาน โดยเฉพาะการวางท่อส่งก๊าซฯ และขยายสถานีบริการให้ทั่วถึงก่อน เมื่อเป็นรูปเป็นร่างแล้ว จึงเปิดให้เอกชน รายอื่นขายเอ็นจีวีแข่งขันได้ " นางสาวสายรุ้ง กล่าวและว่าจากประสบการณ์ของปตท.

ส่วนข้อเสนอเรื่ององค์กรกำกับกิจการไฟฟ้า นางสาวสายรุ้ง กล่าวว่า ต้องเป็นบุคคลที่ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน มีอิสระในการทำงาน ไม่ถูกแทรกแซงจากนักการเมือง นักธุรกิจด้านพลังงาน รวมถึงมีกระบวนการสร้างความโปร่งใส เปิดเผยข้อมูล เช่น โครงสร้างราคาเชื้อเพลิง พลังงาน ที่เรียกเก็บจากผู้บริโภคและต้องทำให้คนทั่วไปเข้าถึงข้อมูลได้ง่าย

นอกจากนั้น พ.ร.บ.องค์กรกำกับกิจการไฟฟ้า ต้องมีส่วนที่ระบุถึงกระบวนการการคุ้มครองผู้บริโภค หรือผู้ใช้ไฟรายย่อย และผู้ได้รับผลกระทบจากโครงการเกี่ยวกับการผลิต ส่ง และจำหน่ายไฟฟ้าอย่างชัดเจน

"ผลกำไรบริษัทคือต้นทุนผู้บริโภค การแปรรูปตท. แปรรูปกฟผ . โดยไม่มีองค์กรกำกับอิสระ เท่ากับว่าผู้บริโภคไม่มีหลักประกัน ไม่มีหลังพิง ไม่มีอำนาจต่อรอง" ผู้จัดการสหพันธ์ฯ กล่าว

**สภาอุตฯ เตือนผูกอนาคตกับก๊าซมากไป

นายเจน นำชัยศิริ ผู้แทนจากสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การกำกับดูแลโครงสร้างกิจการไฟฟ้า ต้องมีกติกาที่ชัดเจน แต่เวลานี้เรากำลังฝากงาน ฝากความหวังไว้กับองค์กรกำกับดูแลฯ มากเกินไปหรือไม่ ดังเช่นการปล่อยให้กฟผ.เป็นผู้ซื้อไฟรายเดียว โดยหลักเกณฑ์กติกาไม่กำหนดกรอบเวลาเปลี่ยนผ่านไปสู่ขั้นตอนการแข่งขันที่สมบูรณ์ว่าจะใช้เวลานานแค่ไหน จะเอาอะไรไว้หรือไม่เอาอะไรไว้ จึงยังมองไม่เห็นการแข่งขันในตลาดว่าจะเสรีหรือไม่เสรี เป็นการปรับโครงสร้างกิจการไฟฟ้าที่ไม่ครบถ้วน เป็นภาพที่ยังเบลออยู่มาก

"ตอนนี้โครงสร้างเป็นเหมือนลูกครึ่ง ผมเห็นด้วยกับสภาที่ปรึกษาฯ ว่าควรกำกับดูแลกิจการพลังงานทุกตัว เวลานี้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงในกิจการไฟฟ้าถึง 70% เราพึ่งพิงก๊าซมากเกินไปหรือไม่ ผูกมัดหรือไม่" นายเจน กล่าว ทั้งยังเห็นด้วยที่สาธารณชนต้องทวงข้อสัญญากับปตท.ในกรณีการผูกขาดระบบท่อและการผูกขาดขายก๊าซ ซึ่งทำให้เกิดต้นทุนแฝงในค่าบริการสาธารณูปโภคและการกระจายบริการ

นายเจน ซึ่งเป็นหนึ่งในคณะอนุกรรมการยกร่างพ.ร.บ.ประกอบกิจการไฟฟ้า ยังกล่าวถึงประเด็นที่คณะอนุกรรมการฯ ตั้งข้อสังเกตว่า มีประเด็นตัวแทนกลุ่มผลประโยชน์การเมือง ไม่ว่าจะเป็นคู่สมรส บิดา มารดา ผู้ถือหุ้นแทน ฯลฯ ซึ่งไม่มีกำหนดไว้ในคุณสมบัติของผู้จะมาเป็นคณะกรรมการฯ พ.ร.บ.นี้ครอบคลุมไปไม่ถึง และประเด็นการให้อำนาจใช้ดุลพินิจของคณะการกำกับดูแล ให้พิจารณาตามความเหมาะสม หรือประกาศกำหนด

"เราฝากงานคณะกรรมการกำกับฯ มากเกินไปหรือไม่ สาธารณชนจะติดตามได้หรือไม่ ต้องช่วยกันติดตามดูแลการทำงานของคณะฯ" นายเจน กล่าว

** นักธุรกิจจวกรัฐฯเอื้อประโยชน์ปตท.

ส่วนนายสุวิทย์ ลิ้มวัฒนากุล ตัวแทนจากผู้ประกอบการพลังงานหมุนเวียนรายเล็ก ชี้ว่า องค์กรกำกับดูแลยังไม่มีความเป็นอิสระเพียงพอหรือไม่มีอิสระเลย นักการเมืองสามารถเข้าครอบงำ ใช้องค์กรนี้มาเพื่อเอื้อประโยชน์ ซึ่งความเป็นจริง ความถูกต้อง ความเป็นกลาง และเป็นธรรม ต้องมีให้แก่ผู้ประกอบการรายย่อยด้วย เช่น การหยุดขึ้นค่าไฟช่วงใกล้เลือกตั้งต้องคำนึงถึงผลระยะยาวไม่ใช่คำนึงถึงแต่การเมือง และไม่ต้องการให้รัฐฯ เอื้อประโยชน์แก่ปตท.แต่ควรเอื้อประโยชน์ให้แก่ทุกภาคส่วนในกิจการนั้นๆ ด้วย

ในส่วนของกลุ่มนักธุรกิจทั้งสองรายข้างต้น ยังมีความเห็นพ้องกันว่า การปรับโครงสร้างกิจการไฟฟ้าที่ไม่ชัดเจนว่าจะเป็นทิศทางใด จะทำให้กิจการด้านนี้ของไทยล้าหลังประเทศอื่นๆ ในระยะยาว

**ปชช.ถูกบีบจ่ายหนี้กฟผ. 30,000 ล้านแน่

นายศิริชัย ไม้งาม ประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ กฟผ. กล่าวว่า รัฐบาลนี้ห่วงอย่างเดียวคือตลาดหุ้น ต้องเอากฟผ.เข้าตลาดฯ ให้ได้ แต่ประเด็นสำคัญที่จะเกิดขึ้นก็คือ นับตั้งแต่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจ มีการค้างค่าไฟกฟผ.อยู่ประมาณ 23,000 ล้าน และค่าเอฟที ที่กฟผ.แบกเอาไว้อีกหมื่นกว่าล้านบาท ด้วยเหตุผลเพื่อให้บริการประชาชน แต่เมื่อนำกฟผ.เข้าตลาดฯ เป็นบริษัทเอกชนไม่สามารถทำได้ ไม่ต้องพูดถึงการสำรองไฟฟ้า ซึ่งเป็นต้นทุนของบริษัท จะมีการสำรองไฟฟ้าแค่ไหน เกิดไฟตก ไฟดับ เสียหายเกิดขึ้น องค์กรกำกับดูแล จะรับผิดชอบได้หรือไม่

ด้าน นายนันทวัฒน์ บรมานันท์ อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ข้อมูลว่า การแปรรูปรัฐวิสาหกิจแท้จริงแล้วรัฐบาลต้องขายหุ้นออกไปเกิน 50% แต่ที่ทำกับปตท.และกฟผ. เป็นเพียงการขายหุ้นเอาเงินมาลงทุน สิ่งที่น่ากลัวและน่าจับตาคือกระบวนการขายหุ้นเพราะใช้ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีที่เก่ามาก และอิงหลักเกณฑ์ของตลาดฯ เป็นหลัก ยังไม่มีระเบียบที่กำหนดชัดเจน เช่น ห้ามขายหุ้นเกิน 50% ขณะที่ต่างประเทศกำหนดไว้ชัด และยังถือว่าไฟฟ้าเป็นกิจการด้านความมั่นคงของประเทศอีกด้วย