|
Palang Thai
|
  |
หนุน รัฐฯ ตั้งโรงไฟฟ้าแกลบ ภาคเหนือ - ใต้ แก้ปัญหาราคาแกลบแพง และมลพิษ
ประเทศไทย ถือเป็นครัวของโลก เป็นผู้ผลิตข้าวส่งออกป้อนตลาดต่างประเทศปีหนึ่งๆ เป็นจำนวนมากและผลพลอยได้จากข้าวที่เรียกติดปากกันว่า “แกลบ” ที่ในอดีตหลายคนไม่เห็นค่าว่าเป็นพลังงานได้อย่างหนึ่ง แต่ปัจจุบันได้กลายเป็นที่ต้องการมากขึ้นเพื่อนำไปใช้เป็นเชื้อเพลิงผลิตกระแสไฟฟ้าทดแทนน้ำมันเตาซึ่งจากเดิมที่ใช้กันอยู่เฉพาะในโรงสีข้าวเท่านั้น แต่เมื่อแกลบกำลังกลายเป็นที่ต้องการในวงกว้างขึ้น จากโรงสีข้าว ไปสู่โรงผลิตไฟฟ้าขนาดเล็ก (Small Power Producers: SPP) จนถึงภาคอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ เพื่อสนองตอบนโยบายของภาครัฐที่สนับสนุนให้หันมาใช้พลังงานหมุนเวียนจากพืช หรือ ชีวมวล (Biomass) ทดแทนการใช้พลังงานฟอสซิล เช่น ใช้แกลบทดแทนการใช้น้ำมันเตาเพื่อผลิตไฟฟ้า หรือใช้แกลบผสมกับลิกไนท์ในการผลิตปูนซิเมนต์ เป็นต้น ปัญหาหนึ่งที่ตามมา คือ เรื่องของราคาที่สูงขึ้นเนื่องจากความต้องการแกลบที่มีเพิ่มมากขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนการผลิตของภาคเอกชน และหากยังปล่อยให้ราคาแกลบสูงเกินไป อาจทำให้ไม่เป็นที่จูงใจของภาคเอกชนที่จะนำแกลบมาใช้เป็นพลังงานทดแทนอีกต่อไปและนั่นคือภาคเอกชนก็ อาจจะหันกลับไปใช้พลังงานฟอสซิลเช่นเดิม จากการศึกษาวิจัยของ น.ส.สายจิตร จะวะนะ นักศึกษาปริญญาเอก สาขาพลังงาน บัณฑิตวิทยาลัยร่วมด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม หรือ JGSEE ในเรื่อง “ ศักยภาพและราคาที่เหมาะสมของแกลบเพื่อใช้เป็นเชื้อเพลิงในโรงไฟฟ้าขนาดเล็ก(SPP) และภาคอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ของไทย ” โดยมี รศ.ดร. บัณฑิต ลิ้มมีโชคชัย ประธานสาขาภาควิชาเครื่องกล สถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นอาจารย์ที่ปรึกษา โดย น.ส.สายจิตร เปิดเผยว่าเนื่องจากประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรมจึงมีเศษวัตถุเหลือใช้จากพืชหลายชนิดซึ่งสามารถนำ มาใช้เป็นเชื้อเพลิงอยู่เป็นจำนวนมาก เช่น แกลบ ซึ่งในอดีตที่ผ่านมาแกลบถูกใช้เป็นเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าในโรงสีข้าว เป็นเชื้อเพลิงในการผลิตอิฐมอญ เป็นเชื้อเพลิงในภาคครัวเรือนและอื่นๆ อีกเล็กน้อย แต่ในปัจจุบันแกลบได้กลายเป็นเชื้อเพลิงที่สามารถใช้ผลิตไฟฟ้าของโรงไฟฟ้าขนาดเล็ก และในภาคอุตสาหกรรมอย่างโรงงานผลิตปูนซีเมนต์ โดยการนำแกลบมาผสมกับลิกไนท์เพื่อใช้ในกระบวนการผลิต ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของรัฐบาล อย่างไรก็ตามความต้องการแกลบไม่ได้เกิดขึ้นครอบคลุมทุกพื้นที่ของประเทศ แต่เกิดขึ้นในพื้นที่ภาคกลางและภาคอีสานเท่านั้น ทั้งนี้เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวเป็นที่ตั้งของโรงสีข้าวขนาดใหญ่และโรงงานผลิตปูนซิเมนต์ จึงทำให้ปริมาณแกลบไม่เพียงพอต่อความต้องการที่เพิ่มขึ้นในพื้นที่ดังกล่าว ส่งผลให้เกิดปัญหาทางด้านราคาที่มีการปรับตัวสูงขึ้นเมื่อเทียบกับในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาที่มีราคาเพียงตันละประมาณ 50-200 บาท ณ.ราคาหน้าโรงสี ปรับขึ้นมาอยู่ที่ราคาต่ำสุดในปัจจุบันที่ตันละประมาณ 550 บาท ณ.ราคาหน้าโรงสี หรือเพิ่มขึ้นเกือบ 3 เท่า ซึ่งราคาดังกล่าวยังไม่รวมค่าขนส่งที่มีราคาอยู่ที่ 1.50 บาทต่อระยะทาง 1 กม. งานวิจัยนี้นอกจากจะศึกษาถึงศักยภาพของแกลบที่สามารถผลิตไฟฟ้าและใช้ทดแทนลิกไนท์ในโรงงานผลิต ปูนซีเมนต์แล้ว ยังได้ศึกษาถึงราคาที่เหมาะสม และพื้นที่ที่เหมาะสมในการตั้งโรงไฟฟ้าขนาดเล็กจากแกลบ คำนวณเงินตราของประเทศที่สามารถประหยัดได้จากการนำเข้าน้ำมันเตา รวมทั้งคำนวณหาปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ที่ลดลงจากการใช้แกลบทดแทนการใช้น้ำมันเตาและลิกไนท์ ซึ่งเป็นก๊าซตัวสำคัญที่ส่งผลให้เกิดปัญหาภาวะโลกร้อนในปัจจุบัน เป็นปัญหาที่ทุกประเทศทั่วโลกกำลังให้ความสนใจและหาแนวทางในการแก้ไข ผลการวิจัยพบว่า ราคาแกลบที่เหมาะสมสำหรับโรงงานผลิตปูนซีเมนต์ควรอยู่ที่ตันละ 402 บาท ณ. ราคาหน้าโรงสี ซึ่งเป็นราคาที่ทำให้ต้นทุนค่าใช้จ่ายลดลงประมาณ 10% และราคาที่เหมาะสมของโรงไฟฟ้าควรอยู่ที่ตันละ 450 บาท ณ. ราคาหน้าโรงสี ซึ่งเป็นราคาที่ทำให้ผู้ประกอบการได้กำไรสุทธิที่ประมาณ 10% สำหรับ ณ.ระดับราคาที่เหมาะสมนี้จะเกิดขึ้นได้หรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับการจำกัดการอนุมัติให้ตั้งโรงไฟฟ้าขนาดเล็กใน พื้นที่ภาคกลางและภาคอีสาน ซึ่งผลจากการวิจัยพบว่า ณ.ปัจจุบันไม่ควรอนุมัติให้ตั้งโรงไฟฟ้าเกิน 134.9 เมกกะวัตต์ (MW) ในพื้นที่ดังกล่าว และจากข้อมูลของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตพบว่าปัจจุบันนี้มีโรงไฟฟ้าที่ได้รับการอนุมัติแล้วและอยู่ระหว่างการพิจารณา ในพื้นที่ดังกล่าวรวมทั้งสิ้น 114.9 MW ด้วยมาตราการนี้จะทำให้โรงงานผลิตปูนซีเมนต์ยังคงสามารถแข่งขันการใช้แกลบได้ เนื่องจากความรุนแรงในการแข่งขันการซื้อแกลบลดน้อยลง ซึ่งช่วยลดมลพิษจากการเผาไหม้ที่เกิดจากลิกไนท์อีกด้วย เนื่องจากผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากก๊าซ CO2 ที่เกิดจากการเผาไหม้ของแกลบมีค่าเป็นศูนย์ ทั้งนี้เนื่องจากในการคิดค่าก๊าซมลพิษจากพลังงานหมุนเวียนจะถือว่าก๊าซ CO2 ที่เกิดขึ้นจะเท่ากับจำนวนที่พืชทำการสะสมไว้ในระหว่างการเจริญเติบโต และก๊าซนี้ก็จะถูกดูดซับไว้ในพืชอีกในระหว่างการเจริญเติบโตในฤดูการเพาะปลูกรอบใหม่ นอกจากนี้จากมาตรการดังกล่าวยังเป็นการผลักดันให้เกิดการใช้แกลบเพื่อผลิตไฟฟ้าในภาคเหนือและภาคใต ้เพิ่มขึ้นด้วย ซึ่งการผลักดันให้มีการใช้แกลบในทุกพื้นที่ของประเทศถือว่าเป็นความสำเร็จของนโยบายส่งเสริมให้มีการใช้ พลังงานทดแทนของภาครัฐ ดังนั้น ผลงานวิจัยจึงได้เสนอว่า รัฐบาลควรจะสนับสนุนและผลักดันให้มีการจัดตั้งโรงไฟฟ้าขนาดเล็กกระจายออกไปยังพื้นที่ภาคเหนือ และ ภาคใต้แทน และที่สำคัญยังเป็นการช่วยให้ประชาชนในบางพื้นที่ที่ไฟฟ้ายังเข้าไม่ถึง ได้มีไฟฟ้าใช้ ดังที่กล่าวไปแล้วเบื้องต้น เนื่องจากไทยสามารถผลิตข้าวได้เป็นจำนวนมาก ดังนั้นประเทศไทยจึงมีแกลบมากพอในการนำไปผลิตกระแสไฟฟ้า ผลจากการวิจัยพบว่า ปริมาณแกลบจากภาคเหนือมีประมาณ 28% ของปริมาณแกลบทั้งหมดในประเทศ, ภาคกลางประมาณ 31%, ภาคอีสานประมาณ 37%, และภาคใต้ประมาณ 4% และประมาณการณ์ว่าปริมาณของแกลบในปี พ.ศ. 2548 จะอยู่ที่ประมาณ 4 ล้านตันและเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 7 ล้านตันในปี พ.ศ. 2573 เมื่อคำนวณปริมาณแกลบที่ต้องใช้ในส่วนอื่นๆ เช่นที่เคยใช้กันมาในอดีตมาหักออกจากปริมาณแกลบที่ประมาณการณ์แล้ว ชี้ให้เห็นถึงศักยภาพของการใช้แกลบเป็นพลังงานทดแทนและผลประโยชน์จากการใช้แกลบ ดังนี้ • เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าสำหรับโรงไฟฟ้าขนาดเล็ก ในปี พ.ศ. 2548 อยู่ที่ 218.90 MW และเพิ่มขึ้นเป็น 298.90 MW ในปี พ.ศ. 2573 • ใช้ทดแทนลิกไนท์ในการผลิตปูนซิเมนต์ได้มากถึงประมาณ 21 ล้านตันภายในปี พ.ศ. 2548 - 2573 • ช่วยลดการใช้น้ำมันเตาได้ถึงประมาณ 24,000 ล้านลิตรภายในปี พ.ศ. 2548 – 2573 • สามารถประหยัดเงินตราของประเทศที่เกิดจากการนำเข้าน้ำมันเตาประมาณ 5,000 ล้านบาทในปี พ.ศ. 2548 และเพิ่มขึ้นเป็น 7,000 ล้านบาทในปี พ.ศ. 2573 หรือคิดเป็นเงินทั้งสิ้นที่สามารถประหยัดได้ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2548 – 2573 คือ ประมาณ 160,000 ล้านบาท • สามารถลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ได้ถึงประมาณ 75 ล้านตันภายในปี พ.ศ. 2548 - 2573 น.ส.สายจิตร เล่าให้ฟังว่า “ จากข้อมูลของการไฟฟ้าฝ่ายผลิต พบว่า ณ.วันที่ 31 พฤษภาคม 2547 มีโรงไฟฟ้าพลังแกลบที่เดินเครื่องแล้ว 60.7 MW ซึ่งถ้ามองจากตัวเลขนี้ก็คงคาดการณ์ได้ว่าการแก่งแย่งซื้อแกลบที่ค่อนข้างรุนแรงจะต้องเป็นไปอย่างต่อเนื่องและ ขณะเดียวกันราคาแกลบก็คงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน ซึ่งเห็นได้ชัดเจนจากการที่ราคาแกลบสูงขึ้นถึงเกือบ 3 เท่าตัว ในพื้นที่ภาคกลางและภาคอีสาน ดังนั้นภาครัฐคงต้องเข้ามาควบคุมราคาของแกลบให้อยู่ในราคาที่เหมาะสม ทั้งนี้เนื่องจากปัจจุบันราคาแกลบจะถูกกำหนดโดยโรงสีข้าว ซึ่งการกำหนดราคาจะดูจากปริมาณความต้องการแกลบจึงทำให้ราคาของแกลบแพงกว่าที่ควรจะเป็น ถ้าหากภาครัฐยังคงปล่อยให้สภาวะราคาแกลบเป็นอยู่อย่างนี้โดยไม่ออกมาตรการใดๆ เพื่อแก้ไขปัญหานี้แล้ว เชื่อว่าภาคเอกชนโดยเฉพาะโรงงานผลิตปูนซีเมนต์คงต้องถอนตัวและหันกลับไปใช้ลิกไนท์เช่นเดิมเพราะสู้ราคา ที่สูงขึ้นไม่ไหว ดังนั้น แทนที่จะทำให้โรงงานผลิตปูนซีเมนต์เหล่านี้สามารถลดการใช้เชื้อเพลิงจากลิกไนท์ที่มีสารพิษจากการเผาไหม้ ที่ถูกปล่อยออกมาและส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมกลับต้องเลิกใช้แกลบและหันกลับไปใช้ลิกไนท์เช่นเดิม ซึ่งหากมองในภาพรวมของประเทศจะเห็นว่าไม่ได้ส่งผลดีในด้านสิ่งแวดล้อมเลย ” โรงงานผลิตปูนซีเมนต์ที่ใช้แกลบทั้งหมดตั้งอยู่ในจังหวัดสระบุรี และจากข้อมูลของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตพบว่ามีโรงไฟฟ้าขนาดเล็กจากแกลบที่ได้ทำสัญญาซื้อขายกันแล้วจำนวน 5 แห่งและอยู่ระหว่างการทำสัญญาซื้อขายอีกจำนวน 3 แห่ง ในจำนวนนี้มีที่ตั้งอยู่ในภาคเหนือเพียง 2 แห่งที่เหลือตั้งอยู่ในภาคกลางและภาคอีสาน น.ส. สายจิตร ได้กล่าวในตอนท้ายว่าการที่รัฐบาลสนับสนุนให้หันมาใช้แกลบและชีวมวลอื่นๆ เป็นพลังงานทางเลือกทดแทนพลังงานจากฟอสซิล เพื่อใช้ผลิตกระแสไฟฟ้าหรืออื่นๆ โดยภาพรวมของประเทศถือว่าเป็นสิ่งที่ดี เพราะทำให้ประเทศไทยลดการพึ่งพาการนำเข้าพลังงานฟอสซิลและต่อไปในระยะยาวจะส่งผลให้ภาคพลังงาน ของประเทศมีเสถียรภาพมากขึ้น แต่รัฐบาลควรส่งเสริมให้มีการใช้แกลบและชีวมวลอื่นๆ เป็นลักษณะกระจายตัวมากกว่ากระจุกตัวอยู่เฉพาะบริเวณใดบริเวณหนึ่งเท่านั้น “โดยพิจารณาว่า พื้นที่ใดที่สมควรจะผลักดัน และพื้นที่ไหนที่ควรจะหยุดได้แล้ว เพื่อไม่ให้เกิดการแข่งขันแย่งชิงวัตถุดิบกันอย่างรุนแรงเช่นที่เกิดกับการใช้แกลบในปัจจุบัน เช่นเดียวกันภาครัฐคงต้องออกมาตรการอะไรสักอย่างเพื่อควบคุมให้ราคาของชีวมวลนั้นๆ อยู่ในระดับที่เหมาะสมเช่นเดียวกับแกลบ” นอกจาก น.ส. สายจิตร ยังได้แสดงความคิดเห็นเพิ่มเติมต่ออีกว่า ณ.ขณะนี้อีกสิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นในตลาดแกลบ คือ ผู้ที่ได้รับผลตอบแทนจากการขายแกลบกลับกลายเป็นเจ้าของโรงสีข้าวเท่านั้น ในขณะที่เกษตรกรผู้ปลูกข้าวไม่ได้รับผลประโยชน์จากการขายแกลบแต่อย่างใด แนวทางหนึ่งที่น่าจะแก้ปัญหานี้ได้ คือ การให้เกษตรกรรวมตัวกันจัดตั้งเป็น “สหกรณ์ผู้ค้าข้าว” นำข้าวมารวมกันที่สหกรณ์ การซื้อขายข้าวเปลือกจะเป็นการซื้อขายระหว่างสหกรณ์และโรงสีข้าวเพื่อยกระดับราคาข้าวเปลือก ซึ่งอาจทำการตกลงกันในเรื่องของรายได้ที่ได้จากการขายแกลบร่วมกัน ผลงานวิจัยนี้ จึงอยากเสนอเป็นแนวทางให้ภาครัฐใช้ประกอบการพิจารณาทางด้านนโยบายเพราะเชื่อว่า เป็นอีกหนึ่งแนวทางที่จะช่วยยกระดับความเป็นอยู่ของเกษตรกรซึ่งเป็นประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศให้สูง ขึ้น หากการกระจายรายได้จากแกลบสามารถตกถึงมือเกษตรกรชาวนาอย่างแท้จริง จะช่วยผลักดันให้นโยบายการปรับปรุงคุณภาพชีวิตประชาชนของภาครัฐ ประสบความสำเร็จได้อีกระดับ หนึ่ง ต้องการข้อมูลเพิ่มเติม ติดต่อผ่ายประชาสัมพันธ์ JGSEE น.ส.สายจิตร จะวะนะ โทร. 02-9869009 ต่อ 3323 หรือ 01-8345237 E-mail: saichit@siit.tu.ac.th |