'พูนภิรมย์'ไล่บี้ปตท.ตรึงค่าไฟงวดหน้า อ้างตลาดโลกพลิกไม่ลดเบนซิน
ไทยโพสต์
Mar 27, 2008
"พูนภิรมย์" ไล่บี้ ปตท.เร่งรัดก๊าซฯ แหล่งอาทิตย์-เจดีเอเข้าระบบ หลังท่อรั่วต้องใช้น้ำมันผลิตไฟฟ้า หวังซื้อใจชาวบ้านตรึงค่าเอฟทีงวดหน้า เล็งปีนี้ร้อนจัด พีคโต 5-6% ใกล้ทำลายสถิติปีก่อน
ด้าน "บางจาก" อ้างตลาดโลกพุ่ง ยังไม่ลดราคาเบนซิน

พลโทหญิงพูนภิรมย์ ลิปตพัลลภ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยภายหลังการประชุมหารือมาตรการประหยัดพลังงานว่า
ขณะนี้กำชับให้บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) เร่งรัดนำก๊าซธรรมชาติจากแหล่งอาทิตย์เข้าระบบก่อนสงกรานต์ เพื่อให้มีเชื้อเพลิงต้นทุนต่ำในการผลิตไฟฟ้าช่วงฤดูร้อน ซึ่งมีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงและไม่ให้กระทบต่อต้นทุนค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ(เอฟที)ในงวดหน้า (เดือน มี.ค.-มิ.ย.51) รวมทั้งการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) ต้องดูแลการบริหารต้นทุนการผลิตไฟฟ้าให้มีประสิทธิภาพสูงสุด

สำหรับปีนี้คาดปริมาณความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด (พีค) เพิ่มขึ้น 5-6%
จากปีก่อน 22,586.1 เมกะวัตต์ แต่ช่วงเดือน มี.ค. พีคขึ้นไปกว่า 22,112.1 เมกะวัตต์แล้ว ซึ่งกระทรวงพลังงานตั้งเป้าประหยัดพลังงานให้ได้ 20% ภายในปี 2554 โดยเตรียมออกมาตรการ "Standby Power Loss 1 W" ในเครื่องใช้ไฟฟ้าที่กินไฟขณะปิดไม่เกิน 1 วัตต์ เพราะปัจจุบันเครื่องใช้ไฟฟ้าเหล่านี้กินไฟ 3-5 วัตต์
หากทำได้จริงจะช่วยประหยัดไฟฟ้าได้ 500 เมกะวัตต์ต่อปี

ส่วนมาตรการประหยัดพลังงานอยู่ระหว่างประเมินข้อดีและข้อเสีย เช่น มาตรการปิดปั๊มน้ำมันที่ไม่ช่วยประหยัดพลังงานเท่าไหร่ หากปิดปั๊มในเวลาเร่งด่วนจะกระทบต่อการประกอบอาชีพ ส่วนการปิดไฟป้ายโฆษณากระทบต่อประชาชนน้อย แต่ประหยัดไฟได้มาก ขณะที่มาตรการบังคับที่ทำได้ทันทีคือ บังคับติดฉลากแสดงประสิทธิภาพการใช้พลังงาน (ฉลากเบอร์ 5) ที่จะมีผลในเดือน พ.ค.นี้ โดยบังคับติดตู้เย็นและเครื่องปรับอากาศทุกเครื่อง ส่วนสินเชื่อพลังงานอยู่ระหว่างการรวบรวมและประสานงานกับสถาบันการเงิน

นายบรรพต แสงเขียว ผู้ช่วยผู้ว่าการและแผน กฟผ. กล่าวว่า กฟผ.เตรียมหารือผู้ผลิตสินค้าเพื่อเปรียบเทียบมาตรฐานสินค้าไฟฟ้าที่ไม่ต้องถอดปลั๊ก เช่น คอมพิวเตอร์ ตู้เย็นและเครื่องใช้สำนักงาน ซึ่งกินไฟประมาณ 5 วัตต์ต่อชั่วโมง เพื่อทำให้เหลือเพียง 1 วัตต์ หากทำได้จะทำให้ไทยเป็นประเทศที่ 3 รองจากญี่ปุ่นและเกาหลี ซึ่งเกาหลีสามารถประหยัดไฟฟ้ามากถึง 1,000 เมกะวัตต์ต่อปี และมีแผนบรรจุเป็นมาตรฐานบังคับภายในปี 2554

นายณอคุณ สิทธิพงศ์ รองปลัดกระทรวงพลังงาน ในฐานะประธานคณะกรรมการเอฟที กล่าวว่า ในวันที่ 1 เม.ย. จะมีการหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อดูความพร้อมเรื่องการส่งก๊าซธรรมชาติเข้าระบบ ซึ่งตามแผนแหล่งก๊าซฯ อาทิตย์ต้องเข้าระบบในวันที่ 16 มี.ค.นี้ 160 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน แต่ล่าช้าเพราะเกิดรอยรั่ว ทำให้ขณะนี้มีก๊าซฯ ไหลเข้าระบบเพียง 80 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน จากกำลังผลิตจริงทั้งหมด 330 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ส่วนแหล่งก๊าซฯ คาบเกี่ยวไทย-มาเลเซีย (เจดีเอ) กำลังผลิต 440 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวันล่าช้าเช่นกัน ซึ่งกำลังติดตามความคืบหน้า แต่เชื่อว่าจะเข้าระบบเต็มจำนวนหลังสงกรานต์วันที่ 23 เม.ย.นี้ ทำให้ช่วงนี้ต้องใช้น้ำมันเตาผลิตไฟฟ้าก่อน
"หน้าร้อนที่ผ่านมา แม้มีก๊าซฯ ไหลเข้าระบบ แต่ต้องใช้น้ำมันเตาและดีเซลผลิตกระแสไฟฟ้าอยู่ดี เพราะความต้องการใช้ไฟฟ้ามีมาก แต่ตอนนี้ยืนยันยังไม่มีปัญหาต่อค่าเอฟที โดย กฟผ.ยังสามารถบริหารจัดการได้อยู่และค่าเงินบาทแข็งยังช่วยได้ โดยเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นทุกๆ 1 บาท ช่วยลดค่าไฟฟ้าได้ 3 สตางค์ต่อหน่วย ขณะที่น้ำมันเตามีต้นทุนการผลิตไฟฟ้า 4 บาทต่อหน่วย ก๊าซฯ 2 บาทต่อหน่วย" นายณอคุณกล่าว

ด้านนายอนุสรณ์ แสงนิ่มนวล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า สัปดาห์นี้ราคาน้ำมันเบนซินคงยังไม่ลดลง เพราะราคาน้ำมันในตลาดโลกเริ่มปรับตัวเพิ่มขึ้น จึงต้องรอดูราคาน้ำมันสำเร็จรูปในตลาดสิงคโปร์ให้นิ่งก่อน โดยค่าการตลาดน้ำมันขณะนี้อยู่ที่ 1.81 บาทต่อหน่วย