|
Palang Thai
|
  |
โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในฐานะระบบความเสี่ยงและทางเลือกทางเทคโนโลยี
ไม่น่าเชื่อว่าในขณะที่กระแสความประหยัด พอเพียง และความห่วงใยสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะโลกร้อนกำลังเป็นประเด็น การสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ก็ถูกปัดฝุ่นอีกครั้ง แม้จะเงียบๆก็ตามเมื่อจะสร้าง ก็ต้องเลือกว่าจะอ้างอะไรและไม่อ้างอะไร คุณปิยะสวัสดิ์ อัมระนันทน์ อ้างว่า "การสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เป็นสิ่งที่จำเป็น เนื่องจากปริมาณความต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง เมื่ออัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจโตร้อยละ 1 ปริมาณการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นร้อยละ 1.14 ขณะที่ทางเลือกการใช้พลังงานในการผลิตกระแสไฟฟ้ามีจำกัด และยังเกิดภาวะโลกร้อน ดังนั้น ทุกประเทศจึงสนใจและหันมาสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ซึ่งไม่มีผลกระทบต่อภาวะโลกร้อน" การกล่าวอ้างนี้ย่อมดูสมเหตุสมผลดี แต่ก็ดูดีแค่ในขอบเขตของความรู้ที่จำกัดวงอยู่แค่การคิดเชิงเทคนิก และพิจารณาทิศทางประเทศไทยแบบไล่กวดประเทศที่พัฒนาแล้ว โดยไม่ได้พิจารณาอย่างรอบคอบเลยว่า ประเทศต่างๆคิดแตกต่างหลากหลายต่อเรื่องโรงไฟฟ้านิวเคลียร์อย่างไร และประเทศต่างๆมีทางเลือกด้านพลังงานอย่างไรบ้าง กระนั้น สิ่งที่อันตรายกว่าคือ การชวนให้คิดว่าการสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์นั้นเป็นเรื่องที่มีแต่ได้ ไม่มีเสีย (หรือหากจะตระหนักว่ามีส่วนเสียก็ไม่กล่าวมาให้เป็นประเด็นที่สาธารณะสามารถอภิปรายร่วมกันเพื่อหาทางออก) บรรยากาศการมีส่วนร่วมในสังคมจะแย่ลงมากถ้าข้อวิตกกังวลของสาธารณะ ซึ่งคือเรื่องของความเสี่ยงภัยพิบัติทางนิวเคลียร์ขนาดใหญ่ยังไม่ได้ถูกหยิบยกมาอภิปรายอย่างจริงจัง ลักษณะเฉพาะของภัยพิบัติทางนิวเคลียร์ที่ต้องเน้นย้ำ คือ แม้จะมีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อย แต่ว่าหากเกิดขึ้นแล้วขนาดของภัยพิบัติก็มีขนาดใหญ่มาก ที่สำคัญ คือ ผลกระทบขนาดใหญ่นี้ ไม่สามารถขีดวงได้แน่นอนว่าเกิดขึ้นในขนาดเท่าใดและกระทบใครบ้าง เช่น จำนวนประชาชนในสวีเดนที่ต้องสงสัยว่าป่วยจากฝุ่นกัมมันตรังสี ที่มาจากอุบัติเหตุเชอโนบิลในโซเวียตยังเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนถึงหลักหมื่น แม้ว่าอุบัติเหตุนี้จะล่วงเลยมาถึงยี่สิบกว่าปีแล้วก็ตาม แม้ว่าการเชื่อมโยงอาการเจ็บป่วยและเหตุแห่งโรคว่าเกิดจากฝุ่นกัมมันรังสียังไม่แน่ชัด และเป็นข้อถกเถียงในวงวิชาการ แต่ก็ไม่ควรจะละเลยมิติมนุษยธรรมไปได้ หากเกิดอุบัติเหตุขึ้นมาสังคมไทยของเราก็ต้องมีต้นทุนจากการเป็นห่วงเป็นใยผู้ป่วยเหล่านั้น การที่คุณไกรสีห์ กรรณสูต ผู้ว่าการ กฟผ. กล่าวว่า "ต้นทุนในการผลิตกระแสไฟฟ้าโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ต่ำกว่า คือ อยู่ที่ 2.01 บาทต่อหน่วย ถ่านหินอยู่ที่ 2.05 บาทต่อหน่วย ดังนั้น เมื่อมีการสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แล้ว ค่าไฟฟ้าที่ประชาชนจะจ่ายจะถูกลงแน่นอน" จึงไม่ใช่การคำนึงถึงต้นทุนทั้งหมด เราควรต้องมาตั้งคำถามว่าการพิจารณาสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์นี้จำเป็นต้องแน่ชัด ในเรื่องต้นทุนทางสังคมหรือไม่ และอย่างไร อย่างไรก็ดี การพิจารณาอุบัติเหตุที่อาจจะเกิดขึ้นก็เป็นเรื่องปลายท่อ ก่อนหน้าที่จะเกิดอุบัติเหตุเราก็ยังสามารถถามได้ว่าเราสามารถป้องกันมันได้หรือไม่ แน่นอนว่าฝ่ายวิศวกรออกแบบย่อมยืนยันในความปลอดภัยของเทคโนโลยีล่าสุด แต่การกล่าวเช่นนี้ก็เท่ากับว่าเรายกยอบทบาทของเทคโนโลยีมากเกินไป โดยขาดการพิจารณาในโลกความเป็นจริงว่าอุบัติเหตุทางเทคโนโลยีจำนวนมาก เกิดจากระบบเทคโนโลยีกับองค์การทางสังคมที่ปฏิบัติการไม่สอดคล้องกัน การศึกษาอุบัติเหตุนิวเคลียร์ที่ทรีไมล์ ไอส์แลนด์ (Three Mile Island) ของนักสังคมวิทยาชื่อ Charles Perrow ซึ่งเชี่ยวชาญด้านระบบเทคโนโลยีและความสัมพันธ์กับองค์การ แสดงให้เห็นในหนังสือ Normal Accidents ว่าโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เป็นระบบที่มีความเสี่ยง เนื่องจากระบบเทคโนโลยีนิวเคลียร์นั้นเป็นระบบที่มีความซับซ้อนสูง (complex) และองค์ประกอบต่างๆเชื่อมโยงกันอย่างสนิทแน่น (tight coupling) ในรายละเอียดกล่าวโดยย่อได้ว่า หากเกิดความผิดพลาดเล็กๆจากองค์ประกอบในระบบความซับซ้อนสูงก็สามารถทำให้เกิดผลที่เรายากจะคาดเดาได้ ส่วนการเชื่อมโยงกันอย่างเหนียวแน่นทำให้ความผิดพลาดที่องค์ประกอบหนึ่ง สามารถลามไปส่งผลให้เกิดความผิดพลาดที่องค์ประกอบอื่นๆอย่างต่อเนื่องจนยากที่จะหยุดได้ อุบัติเหตุที่ทรีไมล์เกิดจากจุดเล็กๆสี่จุดที่บังเอิญเกิดข้อผิดพลาดพร้อมกัน กระบวนการเกิดอุบัติเหตุที่เหลือก็ดำเนินไปในเวลาแค่ 90 วินาทีซึ่งยากที่ผู้ปฏิบัติงานจะหยุดได้ทัน ผล คือ อุบัติเหตุทางนิวเคลียร์ที่ร้ายแรงสุดในประวัติศาสตร์สหรัฐอเมริกา เมื่อพิจารณาจากความตื่นตระหนกในสื่อและประชาชนและการปนเปื้อนสารกัมมันตรังสีในบริเวณรอบๆ แม้ว่าจะไม่มีหลักฐานชี้ชัดว่ามีการเจ็บป่วยจากกรณีนี้ก็ตาม กระนั้น ประวัติศาสตร์ก็ชี้ว่าภัยพิบัติก็เกิดขึ้นไม่บ่อยนัก ปัจจัยสำคัญที่จะป้องกันการเกิดภัยพิบัติคือองค์การทางสังคมที่มีความน่าเชื่อถือสูง (High Reliability Organizations: HROs) นักสังคมวิทยาคนสำคัญที่ศึกษาองค์การแบบนี้คือ Karl Weick และ Karlene Roberts ลักษณะสำคัญบางประการขององค์การแบบนี้คือ ความระแวดระวังต่อความผิดพลาด ไม่สะเพร่ามองข้ามรายละเอียดเล็กๆไปง่ายๆ กล้าวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของตนเอง ตื่นรู้ต่อความเชื่อและค่านิยมขององค์การที่อาจจะนำไปสู่ข้อผิดพลาดเล็กๆในระบบที่อาจจะนำไปสู่อุบัติภัยได้ อย่างไรก็ดี สิ่งที่เป็นจริงในไทยคือ อุบัติเหตุจากรถประจำทางเกิดขึ้นเป็นประจำ หรืออุบัติเหตุที่เกิดขึ้นในระบบรถไฟฟ้าใต้ดินอย่างไม่น่าเกิดก็เคยเกิดขึ้นมาแล้ว คำถามที่สังคมไทยต้องถามคือ เรามีองค์การใดที่มีความน่าเชื่อถือเพียงพอจะมารับมือกับระบบเทคโนโลยีอย่างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แล้วหรือไม่ หากไม่ เรากล้าเสี่ยงพอที่จะเร่งสร้างวัตถุให้ล้ำหน้าความสามารถของคนไปหรือ นอกจากนี้แล้ว บริบทของการทำให้การผลิตพลังงานไฟฟ้าเป็นธุรกิจที่มีการแข่งขันสูงขึ้น ก็ต้องถูกนำเข้ามาพิจารณาเป็นบริบทที่เพิ่มความเสี่ยงให้กับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ด้วย งานล่าสุดของ Perrow ปี 2007 ชื่อ The Next Catastrophe แสดงสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงตั้งแต่ช่วงทศวรรษที่ 90 จนถึงปัจจุบันในสหรัฐอเมริกาว่า นอกจากความผิดพลาดที่เกิดจากการปฏิบัติงานและการบริหารงานแล้ว ความผิดพลาดที่น่ากลัวที่สุด คือ ความผิดพลาดจากตัวผู้บริหารระดับสูง ที่เน้นสร้างผลกำไรเป็นสำคัญ ลดค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษา และก็สมัครใจให้มีการปฏิบัติงานที่ไม่ปลอดภัยให้เกิดขึ้น ส่วนวิศวกรที่จิตใจดีชี้ให้เห็นจุดอ่อนหรือความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจากการเน้นกำไรเช่นนี้ ก็จะถูกไล่ออกและบ้างก็ถูกหาเรื่องฟ้องร้องต่อ และก็มีอยู่รายหนึ่งที่ถูกกลั่นแกล้งให้ไม่สามารถ ดำเนินอาชีพวิศวกรต่อได้จนต้องกลายไปเป็นช่างไม้ ส่วนองค์การที่ควบคุมโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ของภาครัฐ (NRC) ก็เป็นแค่ "สือกระดาษ" จริง ๆ เท่านั้น เพราะตรวจสอบสภาพโรงไฟฟ้าผ่านทางรายงานกระดาษเสียมากกว่าที่จะลงไปดูในไซท์งานเอง นอกจากนี้ ตัวบริษัทที่เป็นเจ้าของโรงไฟฟ้าก็มีความเชื่อมโยงกับนักการเมืองชั้นนำ ส่วนการตรวจสอบโรงไฟฟ้าอย่างมีส่วนร่วมจากภาคประชาชนก็อยู่ในความพยายามตัดตอนเรื่อยมาจนเมื่อไป 2004 การมีส่วนร่วมตรวจสอบก็หายไปโดยสิ้นเชิง อย่างไรก็ดี สิ่งที่สำคัญที่สุด คือ เราต้องไปพิจารณาที่ต้นทางของอุบัติเหตุคือทางเลือกทางเทคโนโลยี (technological choices) ทำไมเราถึงต้องเลือกระบบที่มีความเสี่ยงสูง ทำไมเราถึงไม่ได้พิจารณาตัวเลือกอื่นอย่างรอบคอบ หรือใครเป็นคนเลือกให้เรา และเรามีบทบาทอะไรในการเลือกนี้ สิ่งพึงตระหนักประการหนึ่ง คือ ไม่มีการเลือกระบบเทคโนโลยีที่เป็นกลาง หรือยากที่จะกล่าวได้ว่ารูปแบบทางเทคโนโลยีแบบใดดีที่สุดอย่างจริงแท้ ในแต่ละประเทศแนวโน้มรูปแบบของเทคโนโลยีก็จะต่างกันออกไป โดยสะท้อนค่านิยมและอำนาจในสังคมที่แตกต่างกันออกไป เช่น ระบบเทคโนโลยีในอดีตสหภาพโซเวียตจะมีขนาดใหญ่และรวมศูนย์ ในสแกนดิเนเวียจะเลือกระบบที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและให้ความสำคัญกับความปลอดภัยมาก ทั้งนี้มีข้ออภิปรายทางวิชาการว่าโครงการขนาดใหญ่เอื้อต่อการลงทุนของชนชั้นนำ และการผลักภาระความเสี่ยงอันตรายให้คนที่ด้อยกว่าในสังคม หากมีการเลือกระบบเทคโนโลยีพลังงานนิวเคลียร์ในไทยจริง สิ่งนี้จะสะท้อนค่านิยมและอำนาจในสังคมไทยว่าอย่างไร เราอยู่ในสังคมที่ปล่อยให้ชนชั้นนำคิดแผนการพัฒนาแทนคนทั่วไปหรือ เราอยู่ในสังคมรวมศูนย์หรือ และเราอยู่ในสังคมที่เรื่องการผลักภาระความเสี่ยงให้กับชนบทเป็นเรื่องปกติใช่หรือไม่ นอกจากนี้คงยังสะท้อนว่าอำนาจของคนทั่วไปเทียบกับผู้เชี่ยวชาญช่างดูเล็กน้อยเสียเหลือเกิน ทั้งนี้ในอีกด้านหนึ่ง การมีระบบเทคโนโลยีแบบใดแบบหนึ่งก็เป็นที่เรียกร้องให้ต้องมีระบบสังคมที่สอดคล้องกันรูปแบบหนึ่งด้วย เช่น การมีระบบเทคโนโลยีที่มีความเสี่ยงสูงแบบนิวเคลียร์นั้น มีความจำเป็นจะต้องจัดระบบองค์การทางสังคมที่เกี่ยวข้องให้มีความเป็นระเบียบวินัยสูง (ราวกับระบบทหาร) เพื่อป้องกันความผิดพลาดที่เกิดจากความประมาทเลินเล่อ ซึ่งในขณะเดียวกันก็เรียกร้องระบบรวมศูนย์ที่สูง กล่าวคือ ให้อำนาจในการตัดสินใจและการสอดส่องระบบนั้นไปรวมอยู่ที่จุดจุดหนึ่ง พร้อมกันนั้น ระบบโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ก็ยังเสี่ยงต่อการโดนวินาศกรรมด้วย ดังนั้นจึงมีความจำเป็นที่จะต้องมีการปกป้องคุ้มครองที่ดี และต้องมีจิตใจที่มุ่งมั่นจะรักษาความมั่นคงด้วย อย่างไรก็ดี Perrow ยังชี้ว่า ต่อให้มีความพยายามรักษาความมั่นคงเท่าไร แต่การทดลองให้คนลองปลอมเป็นผู้ก่อการร้ายเข้าไปวางระเบิดปลอมก็ประสบความสำเร็จอย่างไม่ยากเย็นเท่าใดนัก ซึ่งสะท้อนให้เห็นความเปราะบางของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ต่อความมั่นคง ทว่าเนื่องจากการก่อการร้ายกับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ยังไม่เคยเกิดขึ้นจริง ภาครัฐจึงชอบมากล่าวอ้างว่า ปัจจุบันโรงไฟฟ้าของเราได้รับการคุ้มกันมากเกินไป ซึ่งก็เป็นความหยิ่งทะนงเกินจริง สิ่งสำคัญที่พึงตระหนักคือเราเลือกอนาคตของเราได้ โดยพิจารณาเริ่มต้นจากกระบวนการนโยบาย คุณเพ็ญโฉม แซ่ตั้ง จากโครงการรณรงค์มลภาวะอุตสาหกรรมเคยกล่าวไว้อย่างน่าสนใจว่า ภัยพิบัติทางสิ่งแวดล้อมมีต้นกำเนิดมาจากนโยบาย และนโยบายสะท้อนอำนาจในการเลือกดังได้กล่าวไปแล้ว ข้อคิดสำคัญอีกประการคือกระบวนการนโยบายพลังงาน ควรจะไปให้ไกลกว่าการเทียบตัวเลขดูแค่ความคุ้มค่าในปัจจุบัน แต่ต้องมองการณ์ไกลไปยังอนาคตว่า เราไม่ควรเลือกรุ่นของเทคโนโลยีที่ถึงทางตัน แต่เราอาจจะเลือกเทคโนโลยีอื่นที่เพิ่งถือกำเนิดขึ้น (emerging technology) ที่แม้ว่าในปัจจุบันจะแพงกว่า แต่ในอนาคตจะสามารถพัฒนาให้ดีขึ้นได้ สามารถพัฒนาให้สะอาดกว่า สามารถพัฒนาให้กระจายศูนย์ (decentralize) ระบบพลังงานได้มากกว่า ซึ่งจะช่วยเพิ่มพูนความสามารถทางเทคโนโลยีของไทยได้อีกมาก ข้อสังเกตที่น่าสนใจคือนโยบายพลังงานและนโยบายนวัตกรรมในประเทศทางยุโรปจะวิวัตน์ควบคู่กันไป สิ่งที่สังคมไทยต้องพูดให้ชัด คือ นโยบายพลังงานที่ดีต้องเน้นให้สร้างทางเลือกให้สาธารณะ และเสริมความสามารถทางเทคโนโลยีของประเทศไปพร้อมกัน โดยสรุป การคำนึงแต่ด้านเทคนิกเป็นตัวตั้งจึงนำไปสู่ความสุ่มเสี่ยงที่ไม่อาจเลี่ยงได้ การเร่งพิจารณามิติทางสังคมย่อมจะเป็นหนทางที่ยั่งยืนมากกว่าการเร่งสร้างแล้วค่อยมาตามเก็บกวาดในภายหลัง ที่มักจะกระทำกันเป็นประจำในประเทศนี้ |