กระตุ้นการลงทุนด้วยไอพีพี สร้างหนี้ให้ผู้ใช้ไฟฟ้า?
มติชน
Apr 25, 2007
by ชื่นชม สง่าราศรี กรีเซน
การพัฒนาระบบไฟฟ้าในประเทศไทยมีประวัติศาสตร์ที่ยาวนานเกือบ 50 ปี จวบจนปัจจุบัน (ณ มกราคม 2550) ระบบไฟฟ้ามีการขยายอย่างต่อเนื่องเพื่อสนองความต้องการไฟฟ้าที่เพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ

แต่ในร่างแผนพัฒนาระบบไฟฟ้าหรือแผนพีดีพี 2007 ที่จัดให้รับฟังความเห็นในวันที่ 3 เมษายน 2550 ที่สโมสรกองทัพบก ภายใต้การรักษาความปลอดภัยของทหารกว่าร้อยนาย (ประชาพิจารณ์ภายใต้กระบอกปืน?)*

มีการคาดการณ์ว่า ภายในเวลา 14 ปีข้างหน้า ความต้องการใช้ไฟฟ้าและระบบไฟฟ้าของไทยจะขยายตัวเพิ่มขึ้นอีกถึง 1.3 เท่าตัว

ทำให้มีการระบุถึงการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน ก๊าซ และไฟฟ้านำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้าน ในขณะที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ไม่ว่ากรณีใดๆ จะถูกบรรจุในแผน 4 โรง (4,000 เมกะวัตต์)

ผิดพลาด! วัตถุไม่สามารถถูกสร้างจากการแก้ไขรหัสเขตข้อมูล

ดูแล้วอดตกใจไม่ได้ว่า เราจำเป็นต้องสร้างโรงไฟฟ้าใหม่เยอะขนาดนี้จริงหรือ แค่เฉพาะโรงไฟฟ้าที่มีอยู่ปัจจุบัน ก็ยังมีปัญหาความเดือดร้อนที่ยังแก้ไม่ตก ทั้งในพื้นที่โรงไฟฟ้าแม่เมาะ แก่งคอย จะนะ และปากมูน เป็นต้น

แล้วโรงไฟฟ้าใหม่ที่กำลังจะสร้างขึ้นอีก 1 เท่าตัวภายในเวลา 14 ปี จะอยู่ร่วมกับชุมชนได้อย่างไร ผลต่อการแย่งชิงน้ำ มลพิษทางอากาศ ภูมิอากาศโลก วิถีชีวิต สุขภาพคน ระบบนิเวศในท้องทะเลจะเป็นอย่างไร รัฐบาลเองก็คงไม่สามารถตอบคำถามเหล่านี้ได้ เพราะไม่เคยพิจารณาประเด็นเหล่านี้โดยตรงในการจัดทำแผน

เมื่อประเด็นเหล่านี้ไม่ถูกให้ความสำคัญ แผนพีดีพี จึงยากที่จะนำสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนและพอเพียง ในทางตรงข้าม สิ่งที่คาดว่าจะตามมา คือ ปัญหาความขัดแย้ง การแย่งชิงทรัพยากร และภาระค่าไฟฟ้าที่ผู้บริโภคต้องแบกรับ

การพยากรณ์: "ปฐมเหตุแห่งปัญหาทั้งปวง"

หากพิจารณาให้ดีถึงที่มาของแผนการขยายกำลังผลิตไฟฟ้ากว่าเท่าตัว จะพบว่า การพยากรณ์การใช้ไฟฟ้า คือ "ปฐมเหตุแห่งปัญหาทั้งปวง"

คำพูดดังกล่าวไม่ใช่คำพูดของผู้เขียน แต่ยืมมาจากข้อสรุปของคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงกรณีการทำสัญญาและการบริหารสัญญาในโครงการโรงไฟฟ้าบ่อนอกและโรงไฟฟ้าบ้านหินกรูด ซึ่งมีนายประพันธ์ นัยโกวิท ตำแหน่งรองอัยการสูงสุดในขณะนั้นเป็นประธาน

ในครั้งนั้น การผลักดันให้ลงนามสัญญาสัมปทานซื้อขายไฟฟ้าหลังวิกฤตเศรษฐกิจโดยอ้างอิงข้อมูลการพยากรณ์การใช้ไฟฟ้าที่ผิดพลาด เป็น "ปฐมเหตุแห่งปัญหา" ที่นำมาสู่การต่อต้านโรงไฟฟ้าถ่านหินทั้งสองท่ามกลางระบบไฟฟ้าที่มีกำลังผลิตเหลือล้นและค่าไฟฟ้าที่พุ่งสูงจนเกิดการประท้วง และการถกเถียงเรื่อง "ค่าโง่" จากสัญญาสัมปทานขายไฟฟ้าของโรงไฟฟ้าทั้งสอง

ท้ายสุดโรงไฟฟ้าต้องเปลี่ยนเชื้อเพลิง เปลี่ยนสถานที่และเลื่อนกำหนดวันเริ่มจ่ายไฟฟ้าออกไปจากเดิมถึง 6-7 ปี

ความขัดแย้งจบลงด้วยการฆาตกรรมแกนนำชาวบ้าน และผู้ใช้ไฟฟ้าถูกบังคับให้แบกรับภาระร่วมหมื่นล้านจากผลของ "ปฐมเหตุแห่งปัญหา" ดังกล่าว

ฤๅ...ประวัติศาสตร์จะซ้ำรอย?

เมื่อปลายปีที่แล้วทั้งนายกรัฐมนตรี พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน นายปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ ต่างได้ประสานเสียงเชิญชวนนักลงทุนต่างประเทศให้มาลงทุนร่วมประมูลสร้างเมกะโปรเจ็คต์ โดยประกาศว่าในภาคไฟฟ้าจะเปิดประมูลรับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายใหญ่ หรือ ไอพีพี จำนวน 3,000-4,000 เมกะวัตต์ กำหนดจ่ายไฟปี 2554-2556

เป็นการประกาศทั้งๆ ที่ ยังร่างแผนพีดีพีไม่เสร็จ ยังไม่รู้ว่าจะต้องสร้างโรงไฟฟ้าใหม่หรือไม่ จำนวนเท่าใด และในจำนวนนั้นจะแบ่งให้เอกชนประมูลมากน้อยเพียงใดหรือให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิต (กฟผ.) ดำเนินการเอง

เป็นการให้คำมั่นสัญญากับนักลงทุนต่างชาติตั้งแต่ 4 เดือนที่แล้ว และมาวันนี้ จะรับฟังความเห็นภายใต้การอารักขาของทหารว่า เห็นอย่างไรกับแผนพีดีพีที่กระทรวงพลังงานร่างมา

จึงไม่แปลกใจเลย ที่ครั้งนี้ค่าพยากรณ์และแผนพีดีพีจะถูก "ผลักดัน" อีกครั้งให้รองรับการประมูลไอพีพี อย่างกลับหัวกลับหางโดยสิ้นเชิง

และไม่แปลกใจเลย หากบทเรียนอันเจ็บปวดจากการผลักดันการประมูลไอพีพีที่นำมาสู่ปัญหาบ่อนอก-บ้านกรูดในอดีต ไม่ได้มีการเรียนรู้ และดูท่าจะซ้ำรอยอีกครั้ง

กระตุ้นการลงทุนด้วยการสร้างหนี้ให้ผู้ใช้ไฟฟ้า?

การกระตุ้นการลงทุนโดยไม่มีความต้องการรองรับที่เพียงพอ เปรียบได้กับการก่อหนี้เครดิตการ์ดจากการบริโภคเกินตัวให้ระบบเศรษฐกิจ จะต่างกันก็เพียงผู้ใช้ไฟฟ้าซึ่งเป็นผู้แบกรับหนี้ ไม่ได้มีส่วนในการแบ่งรับผลประโยชน์ (ผลตอบแทนการลงทุนอย่างงามจากสัมปทานขายไฟฟ้า 25 ปี) จากการก่อหนี้แต่อย่างใด

การก่อหนี้เครดิตการ์ดเพราะการบริโภคเกินตัว อาจสร้างความสุขที่ฉาบฉวย (ค่า GDP ที่สวยหรูแต่กินไม่ได้) แค่ชั่วครั้งชั่วคราว แต่ในระยะยาว มันคือตัวบั่นทอนเศรษฐกิจและบั่นทอนความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ผู้ใช้ไฟไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมหรือประชาชนทั่วไปจำต้องแบกรับภาระจากการการลงทุนเกินพอดีทั้งสิ้น ในอดีตได้เคยมีการประมาณการว่าภาระนี้อาจสูงถึง 400,000 ล้านบาท (ตามคำกล่าวอ้างของอดีตนายกฯท่านหนึ่ง)

อย่าให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยอีกเลย

ผู้เขียนในฐานะผู้ใช้ไฟฟ้าคนหนึ่งก็ได้แต่หวังว่ารัฐบาลจะไม่รีบร้อนผลักดันแผนพีดีพีและการประมูลไอพีพี

เราไม่จำเป็นต้องรีบ เพราะเรายังมีกำลังผลิตอีกกว่า 7,000 เมกะวัตต์ที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง มีศักยภาพการจัดการด้านการใช้พลังงาน พลังงานหมุนเวียนและระบบพลังงานแบบกระจายศูนย์ที่รอการสนับสนุนและพัฒนาอีกมาก

และหากแนวโน้มการเพิ่มความต้องการใช้ไฟฟ้าใกล้เคียงกับแนวโน้มในอดีต ระบบไฟฟ้าน่าจะมีกำลังการผลิตเพียงพอที่จะรอสัก 2 ปี ให้มีการจัดตั้งองค์กรกำกับดูแลอิสระ และเตรียมการปฏิรูประบบการวางแผนใหม่ที่โปร่งใสอิสระ ปราศจากผลประโยชน์ทับซ้อน และมีการพิจารณาทางเลือกและต้นทุนความเสี่ยงที่รอบด้านขึ้น

เราจะได้ไม่ก้าวสู่วงจรปัญหาเดิมๆ อีก

* บทความนี้ร่างขึ้นก่อนการจัดประชาพิจารณ์
สำหรับวันประชาพิจารณ์พบว่ามิได้มีทหารกว่าร้อยนายเพื่อรักษาความปลอดภัยแต่อย่างใด
(ข้อความเพิ่มเติมภายหลังการลงบทความ)