|
Palang Thai
|
  |
รัฐดิ้นผลิตไฟพลังงานหมนุเวียน 6% ใช้ราคาจูงใจรับซื้อแทนอาร์พีเอส
จากรัฐบาลชุดที่ผ่านมาได้กำหนดนโยบายส่งเสริมให้ประเทศใช้พลังงานจากพลังงานหมุนเวียนในการผลิตไฟฟ้าเพิ่มมากขึ้น จากร้อยละ 0.5 มาเป็นร้อยละ 6 ในปี 2554 ซึ่งแต่เดิมกำหนดให้โรงไฟฟ้าใหม่ที่ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลต้องผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนร้อยละ 5 ของกำลังการผลิตหรืออาร์พีเอสนั้น ซึ่งจะทำให้การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนเป็นไปตามที่วางไว้ได้ แต่เนื่องจากทางภาครัฐมีการประเมินว่า หากนำนโยบายอาร์พีเอสมาใช้ร่วมกับ โรงไฟฟ้าใหม่หรือไอพีพีที่จะมีการเปิดประมูลในปีหน้านั้น จะเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาอาร์พีเอสได้ ดังนั้น จึงได้ทำการยกเลิกนโยบายอาร์พีเอส โดยหาวิธีการและมาตรการใหม่มาใช้แทน ในขณะที่อาร์พีเอสเดิมจะนำมาใช้กับโรงไฟฟ้าใหม่ 4 แห่ง ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.)เท่านั้น ส่วนวิธีการและมาตรการใดที่จะนำมาใช้นั้น นายวีระพล จิรประดิษฐกุล รองผู้อำนวยการ สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.) จะให้ความกระจ่างในเรื่องนี้ -ทำไม่ถึงทบทวนนโยบายอาร์พีเอสใหม่ เนื่องจากอาร์พีเอส เดิมที่กำหนดผูกเอาไว้กับการประมูลได้พีพี ไม่สามารถทำได้ เพราะเกิดความยุ่งยาก ดังนั้น แต่ภาครัฐต้องการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนนี้ให้ได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ ครั้งสุดท้ายเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา จึงได้เห็นชอบให้มีการขยายระเบียบการรับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนขนาดเล็กมากหรือวีเอสพีพี จากเดิมที่รับซื้อรายละไม่เกิน 1 เมกะวัตต์ เป็นไม่เกิน 10 เมกะวัตต์ เพื่อให้เกิดการส่งเสริมและสนับสนุนโครงการที่มีศักยภาพผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนเพิ่มมากขึ้น โดยให้ครบคลุมถึงผู้ที่ผลิตไฟฟ้าด้วยระบบผลิตพลังงานความร้อนและไฟฟ้าร่วมกัน(Cogeneration หรือ Combined Heat and Power : CHP) ซึ่งตัวระเบียบเสร็จเรียบร้อยแล้ว รอเพียงแต่กฟผ.ไปร่างรายละเอียดและประกาศเป็นระเบียบรับซื้อไฟฟ้า หลังจากนั้นผู้ผลิตรายใดจะขายไฟฟ้าก็สามารถทำได้ นอกจากนี้ จะมีการเปิดรับซื้อไฟฟ้าจากระบบ CHP ที่เกินกว่า 10 เมกะวัตต์ แต่ไม่เกิน 90 เมกะวัตต์ ซึ่งเป็นการผลิตไฟฟ้าและไอน้ำร่วมกันกลับเข้ามาในระบบใหม่ เนื่องจากมีประสิทธิภาพในการผลิตฟ้าสูงถึง 70-80 % จากเดิมที่ กฟผ.ปิดการรับซื้อไปเมื่อปี 2541 เพราะขณะนั้นปริมาณการผลิตไฟฟ้าของประเทศมีมาก ซึ่งโครงการในลักษณะนี้ ปัจจุบันทางปตท. และการไฟฟ้านครหลวง(กฟน.)ได้ร่วมกันดำเนินงานอยู่แล้ว -อาร์พีเอสถูกยกเลิกทั้งหมดหรือไม่ นโยบายอาร์พีเอส ที่ยังนำมาใช้อยู่จะบังคับกับโรงไฟฟ้าของกฟผ. 4 แห่งเท่านั้น ได้แก่ โรงไฟฟ้าสงขลา โรงไฟฟ้าพระนครเหนือ โรงไฟฟ้าพระนครใต้ และโรงไฟฟ้าบางปะกง รวมกำลังการผลิต 2,800 เมกะวัตต์ ซึ่งจะต้องผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน 140 เมกะวัตต์ เป็นส่วนของ กฟผ. ผลิตจากพลังงานน้ำขนาดเล็ก 80 เมกะวัตต์ และอีก 60 เมกะวัตต์ มาจากโรงไฟฟ้าชีวมวล 20 เมกะวัตต์ จากขยะ 20 เมกะวัตต์ จากพลังงานลม 10 เมกะวัตต์ และจากพลังงานแสดงอาทิตย์ 10 เมกะวัตต์ ซึ่งจะมีการเปิดให้เอกชนเข้าประมูลประมาณเดือนตุลาคมนี้ และจะเริ่มทยอยเข้าระบบตั้งแต่ปี 2551 เป็นต้นไปจนถึงปี 2553 -เป้าหมายการผลิตไฟจากพลังงานทดแทน ตามยุทธศาสตร์พลังงานทดแทนของประเทศ ในส่วนของการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนนั้น กำหนดไว้ที่ 6 % ของการผลิตพลังงานไฟฟ้ารวมของประเทศในปี 2554 จะต้องผลิตให้ได้ถึง 3,238 เมกะวัตต์ ซึ่งแบ่งเป็นในส่วนที่ดำเนินการแล้ว 1,673 เมกะวัตต์ ส่วนที่เหลืออีก 1,566 เมกะวัตต์ จะมาจากอาร์พีเอสของกฟผ. 140 เมกะวัตต์ และจากกำลงการผลิตใหม่อีก 1,425 เมกะวัตต์ ซึ่งในจำนวนนี้จะมาจาก โรงไฟฟ้าชีวมวล 1,000 เมกะวัตต์ จากพลังงานน้ำขนาดเล็ก 260 เมกะวัตต์ จากขยะ 80 เมกะวัตต์ จากพลังงานลม 35 เมกะวัตต์ และจากพลังงานแสงอาทิตย์ 50 เมกะวัตต์ ซึ่งลักษณะการประกาศรับซื้อ อาจะกำหนดเป็นระยะ 2 ปี และนำมาทบทวนกันใหม่ เพราะประกาศไปแล้วราคารับซื้อไม่เป็นที่จูงใจ ก็ต้องมาทบทวนกันใหม่ หรือหากมีผู้สนใจมาก ถ้าเกินจากที่กำหนดก็ต้องหยุด ใครมาก่อนได้ก่อน แต่บ้างเทคโนโลยีไม่มีใครเข้ามา ก็ต้องมาทบทวนกันใหม่อะไรเป็นปัญหาอุปสรรค -จะมีวิธีใดดึงดูดเอกชนสนใจผลิตไฟจากพลังงานทดแทน ทางกพช.ได้อนุมัติในหลักการแล้วว่าจะกำหนดมาตรการจูงใจทางด้านราคาหรือ(Feed in Tariff ) ขึ้นมา ซึ่งขณะนี้กำลังทบทวนตัวเลขราคารับซื้ออยู่ เนื่องจากต้องพิจารณาตามเทคโนโลยีของแต่ละประเภทพลังงานหมุนเวียนอยู่ เพราะอยากให้ได้เทคโนโลยีที่เป็นปัจจุบัน และใช้อยู่ในปัจจุบัน ไม่ใช่ใช้ผลการศึกษาของยุโรป อยากทบทวน ดูอัตราเรื่องผลประโยชน์ตอบแทนดูอะไรต่างๆ ให้มันดึงดูด เข้าใจตอนเราทำปี 2546 อัตราดอกเบี้ยมันต่ำ ก็จะทบทวนให้มันสะท้อนความเป็นจริง ส่วนผลตอบแทนด้านการลงทุนนั้น คราวๆ จะอยู่ประมาณ 11-15 % ซึ่งกำกลังดูว่าควรจะเป็นเท่าไร ขึ้นกับความเหมาะสม บ้างโครงการอย่างโรงไฟฟ้าชีวมวล มีความเสี่ยงด้านเชื้อเพลิงสูง หากผลตอบแทนไม่ดี สถาบันการเงินยากจะปล่อยเงินกู้ให้ ประกอบกับโรงไฟฟ้าเหล่านี้ี้จะมาทดแทนโรงไฟฟ้าที่กฟผ. ไม่อยากสร้างเอง เพราะราคาแพง ถึงแม้จะอิงราคาก๊าซธรรมชาติช่วงปัจจุบันแล้วก็ตาม แต่ต้นทุนพลังงานหมุนเวียนจะยังสูงอยู่ คงไม่มีใครมาลงทุน ดังนั้น ภาครัฐจะบวกส่วนเพิ่มให้ หลักการคือจะดูต้นทุนของเทคโนโลยี จะคำนวณว่า โรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน ต้นทุนสูงกว่าโรงไฟฟ้าที่ใช้ถ่านหินหรือก๊าซฯ นำส่วนที่ดีด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมมาบวกให้ ควรส่งเสริม เพราะสิ่งแวดล้อมดีกว่าควรบวกให้ บางเทคโนโลยีไม่คุ้ม เช่น โซลาร์เซลล์และลม บวกเท่าไรก็ไม่คุ้ม เพราะฉะนั้น แสงอาทิตย์ และลม อาจจะต้องบวกเพิ่มเป็นกรณีพิเศษ หรือมีมาตรการอื่นๆ สนับสนุนร่วมด้วย อย่างเช่น ที่ญี่ปุ่น พลังงานลม ช่วงศึกษารายละเอียดทั้งหมด รัฐบาลออกให้ทั้งหมดเลย เสร็จแล้ว พอมีต้นทุนทางสิ่งแวดล้อมออกให้ครึ่งหนึ่ง แล้วซื้อในอัตราไม่แพงมากนักเป็นต้น ดังนั้น เราจะบวกต้นทุนทางสิ่งแวดล้อมให้ จนกระทั่งถึงจุดที่โรงไฟฟ้าอยู่ได้มีผลตอบแทนพอสมควร โดยเราจะบวกสูงกว่าราคาซื้อปัจจุบัน -และจะกระทบกับราคาค่าไฟหรือไม่ สมมุติราคาค่าไฟฟ้าที่รับซื้ออยู่ปัจจุบัน 2.80 บาทต่อหน่วย จะบวกให้อีก 60 สตางค์ เป็นราคา 3.40 บาทต่อหน่วย เป็นเวลา 7- 10 ปี หรือตลอดอายุโครงการก็ได้ ขึ้นกับความเหมาะสม ถ้าสนับสนุนระยะสั้นๆ อาจต้องบวกให้มากหน่อย ผู้ลงทุนและสถาบันการเงินจะชอบ เพราะคุ้มทุนเร็ว แต่มองในแง่ประชาชนหรือรัฐบาลกระทบค่าไฟฟ้าที่สูงกว่า แทนที่จะยืดไปยาวและสนับสนุนในอัตราที่น้อยกว่า เป็นทางเลือกที่กำลังคิดอยู่ว่าจะกระทบค่าไฟฟ้ามากน้อยเพียงใด แต่จากการประมาณการณ์ คาดว่าไม่มากนักประมาณ 2-4 สตางค์ต่อหน่วย แล้วแต่ว่าจะสนับสนุนระยะยาวหรือระยะสั้น จากการประมาณการเข้าไปอุดหนุนทางสิ่งแวดล้อมประมาณ 40-70 สตางค์ต่อหน่วย เป็นต้น ซึ่งหากการดำเนินงานเป็นไปตามนี้ จะเป็นการสนับสนุนให้การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมนุเวียนเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ได้ |