|
Palang Thai
|
  |
แหล่งอาทิตย์สะดุด ปตท.เลื่อนส่งก๊าซ หวั่นค่าไฟพุ่งพรวด
วิกฤต "แหล่งอาทิตย์" ปตท.สผ.เจ้าของสัมปทานแจ้ง กฟผ.ขอเลื่อนส่งก๊าซธรรมชาติให้โรงไฟฟ้า ออกไปอีกปี ส่งผลก๊าซหายไปจากระบบวันละ 300 ล้านลูกบาศก์ฟุต เดือดร้อนกระทรวงพลังงาน เรียกประชุมด่วน จะหาก๊าซจากไหนมาทดแทน หวั่น ค่า Ft ปี 2550 พุ่ง ผู้ใช้ไฟรับกรรม "ใคร" จะรับผิดชอบการปรับขึ้นของค่าไฟฟ้าโดยอัตโนมัติ หรือค่า Ft ในรอบที่ผ่านๆ มาได้สร้างความกังวล ให้กับคณะอนุกรรมการกำกับอัตราค่าไฟฟ้าและค่าบริการ ในข้อที่ว่า ทั้งการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) กับบริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) จะสามารถรับภาระ "ส่วนต่าง" ระหว่างค่า Ft ที่เรียกเก็บจริง กับ ค่า Ft ในระดับขายปลีก ตามสูตรคำนวณค่า Ft ต่อไปได้อีกนานเท่าใด เนื่องจากการคำนวณค่า Ft รอบปัจจุบัน (เดือนมิถุนายน-กันยายน 2549) ทาง 3 การไฟฟ้า (กฟผ.-กฟน.-กฟภ.) ยินยอมที่จะรับภาระส่วนต่างจากการปรับลดเงินลงทุนในปี 2548 ที่ลงทุนจริงคิดเป็นมูลค่า 1,008.50 ล้านบาท หรือนำเงินจำนวนนี้มาปรับลดค่า Ft ที่จะเรียกเก็บจากผู้ใช้ไฟฟ้าได้เพียง 2.39 สตางค์/หน่วยเท่านั้น ส่งผลให้ผู้ใช้ไฟฟ้าต้องเสียค่า Ft ในงวดนี้ถึง 9.60 สตางค์/ หน่วย ซึ่งเมื่อรวมกับ ค่าไฟฐานแล้ว ผู้ใช้ไฟฟ้าจะต้องเสียค่าไฟ ในอัตราใหม่ถึง 3.105 บาท/หน่วย เป็นที่ทราบกันดีว่า ค่า Ft หรือค่าไฟฟ้าอัตโนมัตินั้น ถูกคำนวณมาจากค่าเชื้อเพลิงที่ใช้เป็นพลังงาน ในการผลิตกระแสไฟฟ้า 5 ประเภท ได้แก่ น้ำมันเตา-ถ่านหินลิกไนต์-ถ่านหินนำเข้า-ก๊าซธรรมชาติ- น้ำมันดีเซล ซึ่งในเชื้อเพลิงทั้ง 5 ประเภทนี้ ปรากฏน้ำมันดีเซลมีราคาต่อหน่วยสูงที่สุด ในขณะที่ โรงไฟฟ้าส่วนใหญ่ภายในประเทศใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิง ดังนั้นการควบคุมอัตราค่า Ft ให้อยู่ในระดับที่ผู้บริโภครับได้และไม่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจมากนั้น จึงขึ้นอยู่กับว่าบริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) จะส่งก๊าซธรรมชาติให้กับโรงไฟฟ้า ของทั้ง กฟผ.-IPP ได้เพียงพอกับความต้องการหรือไม่ วิกฤตแหล่งอาทิตย์ ผลิตก๊าซไม่ทัน แหล่งข่าวจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เปิดเผยกับ "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า ขณะนี้บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) ในฐานะผู้จัดหาก๊าซธรรมชาติ ได้แจ้งอย่างเป็นทางการแล้วว่า การผลิตก๊าซธรรมชาติจากแหล่งอาทิตย์ (Arthit) บริเวณอ่าวไทยของบริษัทผู้รับสัมปทานคือ บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. จะต้องเลื่อนการผลิตออกไป อีกอย่างน้อย 1 ปี เป็นผลิตในปี 2551 การเลื่อนผลิตก๊าซธรรมชาติจากแหล่งอาทิตย์ในครั้งนี้ จะส่งผลกระทบต่อแผนการใช้เชื้อเพลิงของโรงไฟฟ้า กฟผ.กับผู้ผลิตไฟฟ้าอิสระภาคเอกชน (IPP) โดยปริมาณก๊าซธรรมชาติที่จะต้องส่งมอบให้โรงไฟฟ้า จะหายไปประมาณ 300 ล้านลูกบาศก์ฟุต/วัน ซึ่งก๊าซในส่วนนี้ได้ถูกบรรจุไว้ในแผนเพื่อป้อนให้กับ โรงไฟฟ้าแก่งคอย 2 ของบริษัท กัลฟ์ อิเล็กตริก จำกัด (มหาชน) กำลังผลิต 700 เมกะวัตต์ กับโรงไฟฟ้าราชบุรี พาวเวอร์ กำลังผลิตติดตั้ง 800 เมกะวัตต์ ของบริษัทผลิตไฟฟ้าราชบุรี พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) ปัญหาที่เกิดขึ้นกับแหล่งอาทิตย์ทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงพลังงาน, กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ, บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน), บริษัท ปตท.สผ. รวมถึงผู้รับสัมปทานทั้งหมดในอ่าวไทย ต้องมาประชุมร่วมกันเพื่อหาก๊าซธรรมชาติจากแหล่งอื่น มาทดแทนส่วนที่หายไปจาก แหล่งอาทิตย์ โดยล่าสุดมีการเสนอให้ 1) เปิดการเจรจากับผู้รับสัมปทานในอ่าวไทยคือ บริษัทเชฟรอน ออฟชอร์ (ไทยแลนด์) จำกัด ให้เร่งผลิตก๊าซธรรมชาติเพิ่มขึ้นอีก 170 ล้านลูกบาศก์ฟุต/วัน 2) เร่งผลิตก๊าซธรรมชาติ จากแหล่งพัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย หรือ MTJDA ปริมาณ 300 ล้านลูกบาศก์ฟุต/วัน จากเดิมที่จะส่งให้เพียง 200 ล้านลูกบาศก์ฟุต/วัน และ 3) เพิ่มปริมาณก๊าซนำเข้าจากแหล่งในประเทศพม่า (ยานาดา/ เยตากุน) มากขึ้น "ใน 2 แนวทางแรกไม่น่ามีผลกระทบตามมามากนัก แต่หากต้องนำก๊าซจากแหล่งในพม่า ปัญหาที่ตามมาก็คือราคาจะสูงกว่าก๊าซในอ่าวไทยมาก ดังนั้นมีความเป็นไปได้ว่า จะกระทบต่อค่า Ft ในปี 2550 แต่ถ้าไม่ทำแล้วปล่อยให้ กฟผ. หันไปใช้น้ำมันดีเซลในการผลิตไฟฟ้า แนวทางนี้จะทำให้ค่า Ft พุ่งขึ้นสูงไปกันใหญ่" แหล่งข่าวกล่าว ในปีที่ผ่านมานี้มีการปรับค่าไฟฟ้าในส่วนของค่า Ft มาแล้ว 2 รอบ และทุกรอบอยู่ในอัตราเกือบ 10 สตางค์/หน่วย ยังไม่รวม ค่า Ft ค้างรับ เมื่อรวมปัญหาจากแหล่งอาทิตย์เข้าไป มีความเป็นไปได้ว่า จะกระทบต่อค่าไฟฟ้าในรอบเดือนตุลาคม 2549-มกราคม 2550 จากความต้องการใช้ ก๊าซธรรมชาติทั้งปีจะอยู่ที่ระดับ 3,200 ล้านลูกบาศก์ฟุต/วัน ในขณะที่ปี 2550 ความต้องการใช้ก๊าซจะเพิ่มขึ้นเป็น 3,500 ล้านลูกบาศก์ฟุต/วัน โครงการใหญ่โตแต่พลาด ผู้สื่อข่าว "ประชาชาติธุรกิจ" รายงานเพิ่มเติมเข้ามาว่า การผลิตก๊าซธรรมชาติจากแหล่งอาทิตย์ที่ต้องเลื่อนออกไปนั้น เป็นผลมาจากความล่าช้า ในการส่งมอบเครื่องแยกก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ส่วนหนึ่งของแท่นผลิต ซึ่งเป็นอุปกรณ์สำคัญที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ ทำให้การติดตั้งล่าช้า เนื่องจากทั่วโลกขยายการสำรวจ/ขุดเจาะปิโตรเลียมเพิ่มเติมมากขึ้นกว่าเท่าตัว นอกเหนือจากปัญหาในเรื่องของอุปกรณ์แล้ว มีรายงานข่าวเข้ามาว่า ปตท.สผ.ยังพบปัญหาในเรื่องของ "ต้นทุน" การสำรวจที่เพิ่มขึ้น ที่เห็นได้อย่างชัดเจนก็คือ ต้นทุนค่าเช่าเรือขุดเจาะจากเดิมที่มีค่าเช่าเพียง 100,000 เหรียญสหรัฐ/วัน ขณะนี้เพิ่มขึ้นเป็น 200,000 เหรียญ/วันแล้ว ทั้งนี้มีข้อน่าสังเกตว่า บริษัท ปตท.สผ.ได้หมายมั่นปั้นมือที่จะผลิตก๊าซธรรมชาติจากแหล่งอาทิตย์มาตั้งแต่ปี 2547 ด้วยการลงนามในสัญญาซื้อขายก๊าซกับผู้ร่วมทุน (ปตท.สผ.ร้อยละ 80-เชฟรอน ออฟชอร์ ร้อยละ 16-โมเอโกะ Moeco Thailand ร้อยละ 4) ในเดือนมกราคม 2547 ในปริมาณ 300 ล้านลูกบาศก์ฟุต/วัน กำหนดส่งมอบก๊าซครั้งแรกภายใน 45 เดือน (ตุลาคม 2550) นอกจากนี้ในเดือนกันยายน 2547 ปตท.สผ.กับผู้ร่วมทุนโครงการอาทิตย์ยังได้ร่วมกันกำหนดช่วงเวลา 180 วัน สำหรับการส่งมอบก๊าซครั้งแรก อยู่ระหว่างวันที่ 1 ธันวาคม 2549-31 พฤษภาคม 2550 จนกระทั่งถึงเดือนมกราคม 2549 ปตท.สผ.ก็ยังมั่นใจว่า แหล่งอาทิตย์จะผลิตก๊าซธรรมชาติได้ทันตามที่กำหนด ถึงกับระบุไว้ในแผนการดำเนินงาน 5 ปี (2549-2553) ที่ว่า โครงการอาทิตย์จะเริ่มผลิตก๊าซธรรมชาติในครึ่งปีแรกของปี 2550 พร้อมระบุรายจ่ายลงทุนส่วนใหญ่จะเป็นค่าประกอบ/ติดตั้งแท่นผลิต 1 แท่น แท่นหลุมผลิต 6 แท่น ค่าขุดเจาะหลุมพัฒนาจำนวน 44 หลุม เป็นต้น แต่ทั้งหมดนี้ได้ถูกเลื่อนออกไปหมด ปตท.บอกแค่ตึงตัว นายประเสริฐ บุญสัมพันธ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) กล่าวกับ "ประชาชาติธุรกิจ" ยอมรับว่า ปริมาณก๊าซธรรมชาติของประเทศในช่วงปี 2550 นั้น จะค่อนข้างตึงตัว เนื่องจากก๊าซธรรมชาติเดิมที่จะได้จากแหล่งอาทิตย์จำเป็นเลื่อนการผลิตออกไปอีก ดังนั้นจึงมีปริมาณก๊าซหายไปถึง 300 ล้านลูกบาศก์ฟุต/วัน ซึ่งค่อนข้างมาก นอกจากการหาก๊าซธรรมชาติจากแหล่ง JDA แล้ว คงต้องมีก๊าซจากแหล่งอื่นเข้ามาเพิ่มเติม เบื้องต้นจะเร่งผลิตจาก แหล่งบงกช (ปตท.สพ. ถือหุ้นร้อยละ 44.4445%) และแหล่งอื่นๆ ที่ ปตท.สผ.ดูแลอยู่ให้มากขึ้น แต่ถึงจะเร่งได้ บริษัท ปตท.คงส่งก๊าซให้เฉพาะในส่วนที่มีสัญญาซื้อขาย กับบริษัท ปตท.ซึ่งเป็นสัญญาระยะยาวก่อน และส่วนที่เป็นลูกค้าทั่วๆ ไปนั้น คงต้องพิจารณาจากปริมาณก๊าซที่เหลือก่อน ว่ามีมากน้อยเพียงใด |