สหภาพฯ ปตท.- กฟผ.กับส่วนแบ่งผลประโยชน์ชาติ
กรุงเทพธุรกิจ
Apr 28, 2006
by นริศรา สุขสนั่น
มีการเปรียบเทียบความมั่นคงในชีวิตของพนักงานรัฐวิสาหกิจว่า เป็นเสือนอนกิน รายได้มากแต่ทำงานน้อย เพราะเงินเดือนและสวัสดิการดีกว่าข้าราชการและผู้ใช้แรงงานหลายเท่า

นับเป็นช่องว่างทางสถานะรายได้ของคนในสังคม ซึ่งใช้เวลาทำงานเท่ากัน จึงเป็นเรื่องธรรมดาที่ขณะนี้สังคมกำลังตั้งคำถามต่อความพยายามในการเปลี่ยนสถานภาพ
ของสองรัฐวิสาหกิจใหญ่อย่าง ปตท.และ กฟผ.ด้วยความรู้สึกไม่วางใจ

แปร.. ไม่แปร ต่างกันตั้งแต่จุดยืน

หากจุดยืนของพนักงานการไฟฟ้าฝ่ายผลิตที่มีมาก่อนหน้านั้น เป็นอย่างอื่น พวกเขาคงไม่ได้ส่งเสียงร้องไชโยในวันฟังคำตัดสินของศาลปกครอง เรื่องให้ยุติการแปรรูปการไฟฟ้าฝ่ายผลิต ซึ่งนับเป็นชัยชนะของสหภาพการไฟฟ้าฝ่ายผลิต
ที่ปักหลักคัดค้าน ด้วยเหตุผล นำเอาสมบัติของชาติ ขายให้เอกชน โดยหากเริ่มวิเคราะห์สัดส่วนการถือครองหุ้น ตั้งแต่ต้น หลังจากวันที่ 16-17 พฤศจิกายน 2548 รัฐบาลประกาศจะนำหุ้นกฟผ.จำนวน 1,245 ล้านหุ้นออกขาย พร้อมแบ่งขายให้ประชาชนนักลงทุนรายย่อย 50% หรือจำนวน 622.5 ล้านหุ้น

แน่นอนว่า จำนวนหุ้นส่วนใหญ่ ตกอยู่ในมือกลุ่มทุนอำนาจรัฐ 20% หรือจำนวน 249 ล้านหุ้น นักลงทุนต่างประเทศ 30% จำนวน 373.5 ล้านหุ้น และจะนำเข้าซื้อขาย วันแรกในตลาด
วันที่ 30 พฤษจิกายน ต่อมาหลังวันที่ 30 พฤศจิกายน 2548 หุ้นจะถูกเปลี่ยนมือตกอยู่ใน
กลุ่มผู้ถือครองหุ้นที่มีสัดส่วนสูง แม้อ้างว่าได้เขื่อนขนาดใหญ่กว่า 40 แห่ง ให้กระทรวงการคลัง
หรือ ราชพัสดุแล้วก็ตาม แต่ทรัพย์สินอื่นๆ ของ กฟผ. รัฐบาลยังปกปิด ไม่เปิดเผยข้อเท็จจริง
ต่อประชาชน

มูลค่ามหาศาลที่เกิดจากสิทธิการใช้ทรัพย์สินของชาติต้องกลับคืนสู่รัฐและประชาชน

เมื่อเหตุผลชัดเจนว่า ทรัพย์สินของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตส่วนใหญ่นั้น เกิดขึ้นจากงบประมาณของรัฐ และการเวนคืนที่ดินของประชาชน ภารกิจที่ท้าทายทวงกลับคืนแผ่นดิน จึงถือเป็นจุดยืนของสหภาพที่เดินหน้าทวงคืน การนำหุ้น กฟผ.เข้าตลาด และนั่นคือที่มาของวิธีการต่อสู้ ที่ต้องแยบยล อดทน และใช้วิถีทางกฎหมาย จนนำมาสู่ชัยชนะ

หลายคนอาจจะคิดว่า คำตัดสินของศาลปกครอง ต่อกรณีการไฟฟ้าฝ่ายผลิต คือมาตรฐานที่จะใช้ในการทวงคืนรัฐวิสาหกิจอื่นๆ เช่นการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย แต่ก็ต้องแปลกใจเมื่อสหภาพการปิโตรเลียมออกมายืนข้างผู้บริหารการปิโตรเลียม พร้อมทั้งเห็นด้วยกับการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ ด้วยการอ้างเหตุผลว่า "เพื่อผลประโยชน์ของชาติ"

โดย สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (สร.ปตท.) และพนักงาน ปตท.ได้รวมตัวกันเพื่อเดินหน้าทำความเข้าใจกับทุกภาคส่วน ยืนยันความถูกต้องในขั้นตอนการแปรรูป และ ปตท.ยังคงบทบาทหน้าที่ดูแลความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ เนื่องจาก สร.ปตท. มีส่วนร่วมมาตั้งแต่การเตรียมการจัดตั้ง พร้อมเปิดปราศรัยเพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้อง
จากกรณีที่มีการนำข้อมูลที่บิดเบือนมาโจมตี ปตท. โดยมีเพื่อนพนักงานเข้าร่วมกิจกรรมกันอย่างคับคั่ง พร้อมยืนยันพนักงานจะร่วมดูแลให้ ปตท. เป็นองค์กรที่สร้างผลประโยชน์ให้ประเทศและประชาชนตลอดไป

นายณฐกร แก้วดี ประธาน สร.ปตท. ชี้แจงว่าการรวมตัวและชี้แจงข้อมูล มีวัตถุประสงค์เพื่อแสดงจุดยืนและความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของพนักงานและผู้บริหาร ปตท. ในการเดินหน้ารักษาความถูกต้อง และปกป้องประโยชน์สูงสุดให้ดำรงอยู่กับคนไทยทั่วประเทศอย่างแท้จริง อีกทั้งต้องการแสดงให้เห็นว่า พนักงาน ปตท. ไม่ได้ร่วมกันขายชาติ หรือโกงประชาชน หากแต่เป็นการต่อสู้เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนด้านพลังงานต่อไป

"สร.ปตท.ในฐานะที่เป็นกรรมการเตรียมการจัดตั้งคนหนึ่ง ได้ทำหน้าที่ตรวจสอบโดยเข้าไปเกี่ยวข้องและรับรู้ทุกขั้นตอนของกระบวนการแปรรูปของ ปตท. พร้อมร่วมให้ข้อเสนอแนะ เพื่อรักษาสิทธิและประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชนคนไทย ดังนั้นจึงยืนยันได้ว่า การแปรรูป ปตท. ได้ดำเนินการไปด้วยความโปร่งใส และถูกต้องตามขั้นตอนของกฎหมายโดยยึดมั่นในประโยชน์ของชาติเป็นหลัก ไม่ใช่ดำเนินการเพื่อกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งอย่างที่ได้มีการกล่าวอ้างโดยบุคคลภายนอก ซึ่งอาจยังไม่เข้าใจ หรืออาจแกล้งไม่เข้าใจ สำหรับบางคนที่ได้ประโยชน์จากการโจมตี ปตท. และนำไปเผยแพร่ต่อสาธารณชนจนส่งผลให้ ปตท. และประเทศชาติเกิดความเสียหาย" คำอธิบายของนายณฐกร

นอกจากนี้ เขายังระบุอีกว่า มีการพยายามบิดเบือนข้อมูลในหลายประเด็น โดยเฉพาะประเด็นสำคัญ เช่น การกล่าวอ้างว่า ปตท. ขูดรีดค่าไฟฟ้าจากผู้บริโภคด้วยการขายก๊าซฯ ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าในราคาแพง การมุ่งหากำไรบนความทุกข์ยากของประชาชนโดยใช้สิทธิของรัฐ เช่น สิทธิในการผูกขาดกิจการท่อก๊าซฯ สิทธิในการเวนคืน และสิทธิในการยกเว้นภาษีต่างๆ ซึ่งในข้อเท็จจริงนั้น ปตท. ไม่มีสิทธิใดๆ ในการผูกขาดกิจการท่อก๊าซฯ เลย ซึ่งรัฐไม่มีข้อห้ามให้เอกชนรายอื่นเข้ามาลงทุน

อย่างไรก็ดี ได้มีการเลี่ยงประเด็นโดยพยายามโต้แย้งไปว่า การที่ไม่มีผู้ใดยอมเข้ามาลงทุน เนื่องจากไม่ต้องการรับความเสี่ยงจากธุรกิจท่อก๊าซฯ นั้น ส่งผลให้ ปตท. ผูกขาดโดยธรรมชาติ ซึ่งเป็นคำกล่าวอ้างที่ไม่อยู่บนหลักการและเหตุผลที่เพียงพอ เนื่องจากตามข้อเท็จจริงแล้ว ปตท. ต้องการปกป้องผลประโยชน์ของชาติ จึงตัดสินใจที่จะเข้ามารับความเสี่ยงโดยการลงทุนธุรกิจท่อก๊าซฯ เมื่อกว่า 20 ปีที่แล้ว ซึ่งเป็นช่วงที่ทุกบริษัทปฏิเสธที่จะเข้ามาลงทุน

ศักยภาพ ปตท.: คล่องตัวเกินใครจะตามทัน

นายณฐกร ยังกล่าวอีกว่า การที่ ปตท. คงอัตราค่าผ่านท่อฯ เท่าเดิมมาตั้งแต่ก่อนแปรรูปจนกระทั่งแปรรูปแล้วในปัจจุบัน ก็ได้พิสูจน์โดยข้อเท็จจริงแล้วว่า ปตท. มิได้หาประโยชน์บนความลำบากของคนไทยหรือผูกขาดธุรกิจ แต่ในทางกลับกัน การแปรรูป ปตท. เป็นการเพิ่มศักยภาพให้ ปตท. ดำเนินธุรกิจได้คล่องตัว โดยสามารถเจรจาต่อรองลดราคาก๊าซฯ จากกลุ่มผู้ผลิต และนำส่วนลดทั้งหมดมาเป็นส่วนลดค่าไฟฟ้าให้ประชาชน ซึ่งในปี 2548 ปตท. สามารถนำส่วนลดมาช่วยพยุงค่าไฟฟ้าแทนผู้บริโภคไปแล้ว 5,400 ล้านบาท

สำหรับข้อกล่าวว่า ปตท. ใช้สิทธิเวนคืนที่ดินของรัฐมาแสวงกำไรในคราบเอกชนนั้นก็ไม่เป็นความจริง เพราะ ปตท. ไม่มีสิทธิในการเวนคืนที่ดิน โดย ปตท. ได้จ่ายค่าใช้สิทธิเขตระบบท่อทั้งที่ดินของรัฐ
และเอกชน ตามที่กำหนดในบันทึกความเข้าใจระหว่างกรมธนารักษ์ กับ ปตท. อีกทั้ง กรณีที่กล่าวหาว่า ปตท. ได้สิทธิในการยกเว้นภาษีก็ไม่เป็นความจริงอีกเช่นกัน เนื่องจาก ปตท. ยังคงจ่ายภาษีเงินได้
นิติบุคคลให้แก่รัฐเช่นเดียวกับบริษัทอื่นๆ และที่สำคัญภายหลังแปรรูป ปตท. มีเงินนำส่งรัฐทั้งในรูปภาษี
และเงินปันผลมากขึ้นหลายเท่าตัว

โดยในปี 2544 (ก่อนแปรรูป) ปตท. และบริษัทในกลุ่ม มีเงินนำส่งรัฐและภาษีเงินได้นิติบุคคลจำนวน 11,210 ล้านบาท ในขณะที่ในปัจจุบันหรือปี 2549 นำส่งเงินเข้ารัฐในรูปภาษีเงินได้นิติบุคคล
และเงินปันผลจำนวน 51,400 ล้านบาท รวม 5 ปี หลังการแปรรูป ปตท. และบริษัทในกลุ่ม ส่งเงินเข้ารัฐ รวม 140,000 ล้านบาท

"พนักงาน ปตท. ทุกคนต้องการแสดงจุดยืนเพื่อให้เห็นว่าการแปรรูป ปตท. นั้นโปร่งใส ถูกต้องตามกฎหมาย และ พร้อมทุ่มเททำงานหนัก เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและรักษาผลประโยชน์
บริสุทธิ์อย่างแท้จริงของรัฐวิสาหกิจ ซึ่งเป็นผลประโยชน์ของชาติ และประชาชนคนไทยทุกคน"

เหตุผลดังกล่าว แสดงความแตกแยกในกลุ่มองค์กรผู้บริโภค รวมถึงสหภาพรัฐวิสาหกิจที่ออกมาคัดค้านการแปรรูปการปิโตรเลียมและเตรียมที่จะยื่นศาลปกครอง เพื่อทวงคืนสมบัติของชาติ สารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการสหพันธ์องค์กรผู้บริโภค กล่าวถึง ประเด็นในการเรียกร้องที่หนึ่ง คือ การที่ บมจ. ปตท. เดินหน้าในการประกาศแยกท่อก๊าซ
โดยไม่มีประโยชน์อย่างแท้จริงต่อผู้บริโภคและไม่ได้เป็นประโยชน์ต่อสาธารณชนอย่างแท้จริง เพราะยังคงเป็นรูปแบบของการผูกขาดสัมปทานโดยบริษัท ปตท. เหมือนเดิม ซึ่งปตท. ยังคงสามารถที่จะกำหนดราคาขายก๊าซ และไม่ได้ทำให้ราคาก๊าซถูกลง และประเด็นที่สองคือ ปตท. ไม่ทำตามเงื่อนไขของสัญญาการแยกท่อก๊าซซึ่งมีมาตั้งแต่ 4 ปีที่แล้ว

"ขอตั้งข้อสังเกตว่า ทาง ปตท. เพิ่งจะออกมาประกาศการแยกท่อก๊าซเมื่อมีการประกาศจะยื่นฟ้องเพื่อกลบเกลื่อนประเด็นดังกล่าว และอีกประเด็นที่ต้องจับตามองคือปตท. ไม่เคยพูดถึงว่าเมื่อแยกกลุ่มธุรกิจออกเป็นรูปแบบบริษัทฯ ย่อยแล้ว จะมีการจัดตั้งองค์กรอิสระ ในการทำหน้าที่กำกับดูแล ตามพระราชบัญญัติประกอบกิจการก๊าซธรรมชาติ หรือไม่"

สารี กล่าวอีกว่า ทางสหพันธ์องค์กรผู้บริโภคยังแสดงความผิดหวังกับสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ ปตท. ที่ไม่ออกมารักษาผลประโยชน์ แตกต่างจากสหภาพแรงงานของหลายรัฐวิสาหกิจ เช่น ทีโอที ที่ออกมาต่อสู้เหมือนเช่นกรณีของ กฟผ. และอยากจะฝากไปถึงสหภาพฯ ปตท. ว่าการเติบโตของ ปตท.มาจากการใช้สมบัติสาธารณะ ซึ่งทางสหพันธ์ฯ จะมีการออกเอกสารเพื่อชี้แจงต่อสาธารณชนถึงเหตุผลที่จะมีการฟ้องร้องต่อศาลปกครอง เพื่อดึงอำนาจผูกขาดของ ปตท. กลับมาเป็นของประชาชน

ด้าน นางสาวสายรุ้ง ทองปอน ผู้จัดการสหพันธ์องค์กรผู้บริโภค ชี้ว่า การที่ ปตท.ทำแผนตั้งบริษัทท่อก๊าซฯ ไม่ใช่ทางแก้ปัญหา เพราะ ปตท. ยังคงเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) สิ่งสำคัญที่สหพันธ์ฯ ออกมาเคลื่อนไหว เพราะต้องการนำธุรกิจผูกขาดของ ปตท. กลับมาเป็นของประชาชน เนื่องจากธุรกิจท่อก๊าซฯ ก็เหมือนกับสายส่งไฟฟ้าของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ซึ่งเป็นธุรกิจที่มีอำนาจผูกขาด จัดหา ส่วนการตั้งองค์กรกำกับกิจการพลังงานว่าด้วยก๊าซธรรมชาติและไฟฟ้า ก็ต้องอยู่ภายใต้ พ.ร.บ. ไม่ใช่เพียงเสือกระดาษ เหมือนกับคณะกรรมการกำกับดูแลกิจการค่าไฟฟ้า

นอกจากนี้ ยังพบผลประโยชน์ทับซ้อนใน ปตท. ทำให้ขาดคุณสมบัติของการเป็นบริษัทที่มีธรรมาภิบาลที่ดี โดยเฉพาะนายเชิดพงษ์ สิริวิชช์ ปลัดกระทรวงพลังงาน ซึ่งดำรงตำแหน่งประธานกรรมการ ปตท. ขณะเดียวกันก็ดำรงตำแหน่งกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ซึ่งมีหน้าที่ในการกำกับดูแล
กิจการพลังงาน ทำให้เกิดข้อสงสัยว่าอาจจะเข้าข่ายผลประโยชน์ทับซ้อนได้

ผลประโยชน์ชาติ : ใครฮุบส่วนแบ่งมากที่สุด

ยังมีข้อสังเกตจาก นายวิทูรย์ เพิ่มพงศาเจริญ เลขาธิการมูลนิธิฟื้นฟูชีวิตและธรรมชาติ ซึ่งเป็นอดีตคณะทำงานศึกษาด้านพลังงานสภาที่ปรึกษา กล่าวว่า ประเด็นที่น่าสนใจที่หนึ่งคือเรื่องการจัดหาแก๊สแบบระบบผูกขาดที่บมจ. ปตท. ได้จากกฎหมายเดิมเมื่อ พ.ศ.2521 ซึ่งปตท.ปิโตรเลียมได้ให้อำนาจสิทธิขาดในการสรรหา ยกตัวอย่างเช่น กฟผ. ที่น่าจะมีศักยภาพเพียงพอที่จะสามารถซื้อก๊าซได้โดยตรงจากผู้รับสัมปทานก๊าซ โดยที่ไม่ต้องผ่าน ปตท. ก็ไม่สามารถทำได้ เนื่องจาก มีกฎหมายเดิมกำหนดไว้ว่าให้ปตท.เป็นผู้จัดหาก๊าซแต่เพียงผู้เดียว

ประเด็นที่สองคือ ท่อส่งก๊าซ ที่ขนส่งผ่านท่อของ ปตท. ซึ่งทางปตท. ซึ่งจะมีค่าหัวคิวหรือ Margin ในการขนส่งท่อส่งก๊าซ เป็นตัวเลข 1.75-9.33% ยังไม่รวมกำไร จากค่าผ่านท่อ โดยประกันกำไร (IROC) ที่ 16-18% เห็นได้ชัดว่าบมจ. ปตท.ได้กำไรจากสัมปทานผูกขาดนี้ถึง 2 ต่อ โดยกำไรมากกว่าครึ่งของปตท. มาจากก๊าซและท่อส่งก๊าซ และไม่จริงในประเด็นที่ ปตท.ออกมาอ้างว่าได้กำไรส่วนใหญ่มาจากต่างประเทศ

ประเด็นที่องค์กรผู้บริโภคหยิบยกขึ้นมานั้น สหภาพการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย อาจจะต้องนำมาสรุปบทเรียนว่าควรจะมีจุดยืนข้างใคร

สุดท้าย นายศิริชัย ไม้งาม ประธานสหภาพการไฟฟ้าฝ่ายผลิต ระบุว่า การทวงคืนสมบัติชาติ จะต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย โดยเฉพาะพนักงาน เพราะพนักงาน กฟผ.เองต้องรวมตัวกันอย่างกลมเกลียว เพื่อต่อสู้ให้ได้ชัยชนะ เพราะกว่าจะสามารถทวงคืนการไฟฟ้าฝ่ายผลิตได้ สหภาพก็ต้องรวมพลนับปี

ถึงเวลาที่สหภาพการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย จะพิจารณาถึงบทเรียนการต่อสู้และผลกระทบจากการแปรรูปของการไฟฟ้าฝ่ายผลิต เพื่อเลือกที่จะยืนข้างใคร

ระหว่างผู้บริหารกับการปกป้องผลประโยชน์ของชาวบ้านทั่วไป