ชำแหละโครงสร้างค่าไฟ เปิดขุมทรัพย์ ปตท.-กฟผ.
ไทยโพสต์
Sep 5, 2005
การประกาศมติปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้าอัตโนมัติ (เอฟที) ตามต้นทุนค่าเชื้อเพลิง โดยไม่ได้ทบทวนปัจจัยต้นทุนต่างๆ ของค่าไฟฟ้าฐานที่กำหนดไว้ตั้งแต่ปี 2543 ขาดที่มาที่ไป
รวบรัดทุกอย่างเพื่อรองรับแผนกระจายหุ้น บริษัท กฟผ. จำกัด (มหาชน) และปลุกกระตุ้นตลาดหลักทรัพย์ ซึ่ง นางชื่นชม สง่าราศรี กรีเซน นักวิจัยอิสระด้านพลังงาน กลุ่มพลังไท อดีตเจ้าหน้าที่สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ออกมาชำแหละให้เห็นปมอันแท้จริง เพราะทั้งหมดของการลอยตัวค่าไฟฟ้าครั้งนี้ คือ เป้าหมายการสร้างรายได้ให้ กฟผ.เพื่อดึงดูดนักลงทุน และส่งต่อไปถึง บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ในฐานะผู้ผูกขาดเชื้อเพลิงประเทศไทยแบบครบวงจร

๐ มองการปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้าของรัฐบาลเป็นอย่างไร

อย่างแรกเลย เป็นเพียงการปรับสูตรเล็กน้อย ไม่ใช่รื้อสูตร โครงสร้างปัจจุบันในสูตรมีส่วนประกอบของธุรกิจต่างๆ ส่วนของกิจการผลิต กิจการระบบส่ง และกิจการระบบจำหน่าย ซึ่งส่วนที่เขาตัดออก คือ กิจกรรมระบบส่งและจำหน่าย ซึ่งตอนนี้ติดลบอยู่ แล้วจะเก็บเฉพาะค่าซื้อไฟและค่าเชื้อเพลิง ซึ่งอยู่ในกิจกรรมผลิต

ถ้าดูจากข้อมูลล่าสุดของเขาเอง เอฟทีในส่วนกิจการผลิตอยู่ที่ 53.35 สตางค์ต่อหน่วย กิจการระบบส่งเอฟทีลดลง หรือติดลบ 2.41 สตางค์ต่อหน่วย และกิจการระบบจำหน่ายติดลบ 4.11 สตางค์ต่อหน่วย ถ้าตัดพวกนี้ออกค่าเอฟทีจะขึ้นทันที 6.52 สตางค์ต่อหน่วย เพราะไม่มีส่วนที่ติดลบมาหักกลบออก

แต่ล่าสุด รัฐบาลปรับโครงสร้างแบบขอไปที คงค่าไฟฟ้าฐานเหมือนเดิม แถมบวกค่าเอฟทีเดิม 46.83 สตางค์ต่อหน่วย ทำให้ค่าไฟฟ้าฐานเพิ่มขึ้นจาก 2.25 สตางค์ เป็นประมาณ 2.72 สตางค์ต่อหน่วย ซึ่งเท่ากับบวกโดยไม่ทบทวนโครงสร้างค่าไฟฟ้าฐานเดิมที่บางตัวไม่สอดคล้องกับความจริงในปัจจุบันแล้ว และโปะค่าเอฟทีเพิ่มฐานเข้าไปอีก ให้ใช้ต่อเนื่องอีก 3 ปี ทั้งที่โครงสร้างค่าไฟฟ้าฐานควรปรับเปลี่ยนทุก 3 ปี แต่นี่เท่ากับเราใช้โครงสร้างเดิมตั้งแต่ปี 2543 และยืดไปจนถึงปี 2551 หรือ 8 ปี

ขณะเดียวกัน ยังเพิ่มฐานค่าราคาก๊าซธรรมชาติจาก 115 บาทต่อล้านบีทียู เป็น 165 บาทต่อล้านบีทียู โดยไม่มีที่มาที่ไป ปกปิด ไม่มีหลักการ และไม่เป็นธรรมต่อประชาชน

ในหลักการ เราเห็นด้วยในส่วนการตัดความเสี่ยงต่างๆ ออกจากเอฟที อย่างเช่น ความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนต่างๆ เงินเฟ้อ แต่การปรับโครงสร้างควรคำนึงถึงผลประโยชน์ของประชาชน แต่การปรับครั้งนี้ประชาชนเสียประโยชน์ในส่วนที่จะมาหักกลบได้ และมีต้นทุนหมกเม็ดอยู่หลายตัว

๐ แปลว่าโครงสร้างค่าไฟฟ้าฐานมีการบวกสูงเกินจริง

สูตรเอฟทีมีองค์ประกอบหลายส่วน ส่วนหลักคือ ค่าใช้จ่ายด้านเชื้อเพลิง และการซื้อขายไฟฟ้า มีการตั้งสมมติฐานคำนวณค่าไฟฐาน อัตราแลกเปลี่ยน 38 บาทต่อเหรียญสหรัฐ อัตราเงินเฟ้อ 2.8% ต่อปี แผนการลงทุน รายได้ต่อปีของ กฟผ. ตรงนี้เปลี่ยนแปลงได้ เพราะกิจกรรมระบบส่งและจำหน่ายมีการลงทุนน้อยกว่าที่ประมาณการทำให้ กฟผ.เก็บเกินจากค่าไฟฐานก็ต้องเอามาคืนส่วนเอฟที หักกลบกันแล้วทำให้เอฟทีต่ำกว่าค่ากิจกรรม หรือค่าเชื้อเพลิงอย่างเดียว

จริงๆ ในหลักการเห็นด้วยที่จะให้ กฟผ.รับความเสี่ยงเรื่องอัตราแลกเปลี่ยน อัตราเงินเฟ้อ หรือหน่วยการใช้ แต่ควรปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้าฐานก่อน เพราะปัญหาอยู่ตรงนั้น แต่ไม่ได้เปลี่ยนอะไรเลย แล้วก็จัดการบวกไปเลย

๐ ถ้าคิดตามต้นทุนค่าเชื้อเพลิง ค่าไฟฟ้าต้องพุ่งสูงขึ้นแน่นอน

ถ้าปล่อยตามฐานต้นทุนน้ำมันเดิมจะเพิ่มขึ้นเยอะมาก อย่างน้อยเท่าตัว จริงๆ ช่วงกำหนดค่าไฟตั้งแต่ปลายปี 2543 รู้อยู่แล้วว่าราคาจะขึ้น แต่ช่วงนั้นมีการปรับค่าไฟใหม่ ค่าไฟต้องลด เพราะมีข้อพิจารณาด้านการเมืองเข้ามาด้วย ดังนั้น พอผ่านรอบนั้นปุ๊บ ค่าเอฟทีขึ้นทันที 24 สตางค์ในงวดต่อมาระหว่างเดือน ก.พ.-พ.ค.2544 และเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

ถ้าปล่อยลอยตัว ค่าไฟขึ้นทันที ถ้าดูน้ำมันขึ้นตั้งแต่กลางปี แต่มีการตรึงบ้างและมีการหลั่นกันเรื่องเวลา คือ น้ำมันขึ้นก่อน ราคาก๊าซจะใช้เวลา 4-6 เดือนขึ้นตาม ทำให้ผลกระทบจากการปล่อยลอยตัวน้ำมันยังไม่เห็นเต็มที่ แต่เราจะเห็นแน่นอนในอนาคต

๐ ประเด็นของความไม่โปร่งใสคืออะไร

มีข้อสังเกตเรื่องความไม่โปร่งใสต่างๆ ในการจัดการ ประเด็นแรก ต้องทบทวนส่วนที่ตัดออกไปประชาชนเสียประโยชน์หรือไม่ ถ้าตัดส่วนกิจกรรมส่งและจำหน่ายออกต้องไปแก้ค่าไฟฐานให้ถูกต้องก่อน

เพราะค่าไฟฐานกำหนดความต้องการรายได้ของ กฟผ.ที่สูงเกินจำเป็น อันนี้ไม่แฟร์ต่อผู้บริโภค ค่าไฟฐานทำภายใต้สมมติฐานปี 2543 ซึ่งตอนนี้มีอะไรหลายอย่างเปลี่ยนไป เช่น รายได้จากบริษัทในเครือ ความต้องการในการขยายระบบที่อาจสูงกว่าความต้องการในปัจจุบัน ควรพิจารณาฐานและทบทวนให้สะท้อนความจริงด้วย เรื่องเงินปันผล เงินลงทุน อัตราแลกเปลี่ยน เงินเฟ้อ ดอกเบี้ย ซึ่งเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ต้องทบทวนเป็นระยะๆ 3-4 ปี

แต่ตอนนี้รัฐบาลบวกเอฟทีเดิมเข้าไปในค่าไฟฐานเลย โดยไม่ดูเนื้อในและคงไว้เฉพาะค่าเชื้อเพลิงและค่ารับซื้อไฟฟ้าในเอฟที ซึ่งตรงนี้มีปัญหา สนพ. (สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน) ว่าจ้างไพรซ์วอเตอร์เฮ้าส์ศึกษาแล้ว เสียเงินกี่สิบล้าน แต่ก็โยนทิ้ง



๐ รัฐย้ำเสมอว่าน้ำมันเป็นต้นทุนนิดเดียวในการผลิตไฟฟ้า ส่วนใหญ่เป็นก๊าซฯ จะทำให้เอฟทีขึ้นนิดเดียว ตรงนี้พูดจริงหรือไม่

น้ำมันที่ใช้ผลิตไฟฟ้ามีสัดส่วนไม่มาก ก๊าซธรรมชาติเกือบ 80% ตรงนั้นอาจไม่ขึ้นสูงเท่าราคาน้ำมัน แต่สูตรราคาก๊าซฯ โยงกับน้ำมันตลาดโลก และราคาที่ต้องจ่ายให้ผู้รับสัมปทานค่าผ่านท่อ

ตรงนี้ก๊าซธรรมชาติเป็นทรัพยากรของคนไทย แต่คนไทยต้องจ่ายสูง ผ่าน กฟผ.ไป ปตท. และผู้รับสัมปทานเป็นก้อนมหึมา เกือบครึ่งหนึ่งของค่าไฟ 100 หน่วย ตัวเลข ณ ปี 45 เงินเข้ากระเป๋า ปตท. ถึง 43% แล้วตอนนี้ราคาน้ำมันขึ้น ก๊าซฯ ยิ่งขึ้นกระฉูด สัดส่วนตอนนี้เกือบครึ่งๆ

การแปรรูป กฟผ.เป็นบริษัทจำกัด (มหาชน) และการลอยตัวค่าไฟฟ้าตามต้นทุนเชื้อเพลิงภายใต้ผู้คุมต้นทุนเชื้อเพลิง เมื่อค่าไฟแพงก็เข้ากระเป๋า ปตท.

จะเห็นว่ากำไรของ ปตท. เมื่อปี 2542 ยังขาดทุน พอแปรรูปปี 2544 กำไรก้าวกระโดดมากๆ ซึ่งแยกผลกำไรมาจากก๊าซฯ ส่วนใหญ่ ขณะที่ส่วนอื่นน้อยมาก เพราะอันอื่นมีการแข่งขัน ก๊าซฯ ราวๆ 70-80% ดูปี 2548 ครึ่งปีแรกสูงกว่ากำไรทั้งปี 2546

เราลองคำนวณดู หากนำกำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าจัดจำหน่าย หรือ "อีบิทด้า" ของ ปตท.เฉพาะกลุ่มธุรกิจก๊าซฯ รวมกำไร ปตท.สผ. และส่วนที่ ปตท.ถือหุ้น ในช่วงไตรมาส 2 ปี 2548 จำนวน 22,195 ล้านบาท มาลดค่าไฟฟ้าในช่วงเดียวกัน สามารถลดให้คนไทยทั้งประเทศถึงหน่วยละ 67 สตางค์ จากเอฟทีปัจจุบัน 46.83 สตางค์ต่อหน่วย และถ้าลดให้เฉพาะผู้ใช้ไฟบ้านอยู่อาศัย ทุกคนได้ใช้ไฟฟ้าฟรี แถมยังเหลือเงินอีกกว่า 4,000 ล้านบาท

การที่ธุรกิจก๊าซฯ กำไรมหาศาลขึ้น เพราะเดิมมีการอุดหนุนระหว่างธุรกิจน้ำมันกับก๊าซ มีกำไรส่วนก๊าซฯ ก็มาอุดหนุนน้ำมัน ไม่เป็นภาระผู้บริโภคน้ำมัน แต่ตอนนี้ ปตท.แปรรูปเฉพาะธุรกิจน้ำมัน พอน้ำมันสูงปุ๊บ แต่ก๊าซฯ หลุดไปเลย ไม่มีการแชร์ให้ผู้ใช้ไฟ และยังต้องเอาเงินประชาชนไปอุดหนุนราคาน้ำมันอีก ก๊าซหุงต้มก็เช่นเดียวกัน จากเดิมถังละ 150 บาท ตอนนี้ 300 บาทต่อถัง และกำลังเร่งส่งออก คือ ทุกอย่างมองเป็นธุรกิจหมด ไม่ได้มองว่าเป็นสิ่งจำเป็น ไฟฟ้ายิ่งเป็นสาธารณูปโภคที่จำเป็น

๐ ธุรกิจก๊าซฯ ถูกผูกขาด

ปตท.ผูกขาดและผูกขาดเป็นทอดๆ พอไปขุดเจาะสัมปทานก๊าซฯ เจอปุ๊ป ปตท.ต้องซื้อและประกันการรับซื้อจากผู้ขุดเจาะสัมปทาน ซึ่งกำไรสูงมาก อย่างยูโนแคลในไทยทำกำไรสูงสุดเมื่อเทียบกับยูโนแคลต่างประเทศ เพราะเมื่อ 20 กว่าปีที่แล้วเราตั้งเงื่อนไขดึงดูดต่างชาติมากๆ ถึงตอนนี้เงื่อนไขก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลง เพราะกลุ่มผลประโยชน์เป็นเนื้อเดียวกัน

ซื้อเนื้อก๊าซฯ บวกมาร์จิน บวกค่าหัวคิว ค่าผ่านท่อ ด้วยความเป็นผู้คุมท่อ อย่าง กฟผ.ซื้อก๊าซ 70% ต้องผ่าน ปตท.เพื่อให้กินค่าหัวคิว ซึ่งช่วงแปรรูป ปตท.มีความพยายามปลดล็อกให้ ปตท.เป็นเพียงผู้รับจ้างดูแลท่อและแยกธุรกิจท่อก๊าซจากส่วนอื่น เพื่อให้ใครก็ได้ใช้ระบบท่อและให้ผู้ซื้อขายก๊าซฯ เจรจากันได้โดยตรง

เวลาผ่านไป 4 ปี ปตท.ไม่ยอม เพราะนี่คือขุมทรัพย์สำคัญ เป็นหัวใจหลัก อย่างที่เกิดขึ้นและตลกมากคือ ที่ ภูฮ่อม จ.อุดรธานี กฟผ.มีโรงไฟฟ้าน้ำพองใกล้ๆ ภูฮ่อม มีอเมอราด้าเฮสขุดเจาะก๊าซฯ และจะขายไฟ กฟผ. แต่ทำไม่ได้ เพราะตามกฎหมายให้ ปตท.ผูกขาดกินหัวคิวขายก๊าซฯ และค่าผ่านท่อ


๐ เป็นกฎหมายกำหนดไว้ เดิม ปตท.ใช้ พ.ร.บ.ปตท. เมื่อแปรรูปใช้ พ.ร.บ.ทุนฯ ซึ่งถูกวิพากษ์วิจารณ์เรื่องขัดรัฐธรรมนูญ โดยยุบเลิกและโอนสิทธิ์ทุกอย่างให้ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ทั้งที่เป็นเจ้าของโดยรัฐเพียง 52% ซึ่งกรณี ปตท.จะเกิดขึ้นซ้ำรอยอีกในกรณี กฟผ. เพราะ กฟผ.ยังไปทำธุรกิจอื่น ทำเทเลคอม โลจิสติกส์ โดยใช้ต้นทุนต่างๆ จากประชาชนผู้ใช้ไฟ และไม่มีระบบแยกบัญชีที่ชัดเจน แล้วกำไรที่ได้มาจะตกถึงผู้ใช้ไฟหรือผู้ถือหุ้น

นอกจากนี้ การประเมินทรัพย์สินและศักยภาพการทำธุรกิจ ถ้าประเมินต่ำกว่าความเป็นจริง ไม่ประเมินศักยภาพการทำเงินในธุรกิจเทเลคอม หรือโลจิสติกส์แล้ว ก็คือ ขายหุ้นราคาถูกให้นักลงทุนเพียงหยิบมือหนึ่ง แต่ประชาชนเสียประโยชน์

เรื่องประเมินทรัพย์สิน เอกสารทุกอย่างลับหมด ลับเพื่ออะไร ใครได้ประโยชน์ กรณี ปตท.ชัดเจน ช่วงไอพีโอ 35 บาท ตอนนี้ 240 กว่า เพิ่มขึ้นกว่า 5 เท่า อาจเป็นไปตามกระแสพลังงานส่วนหนึ่ง แต่คุณประเมินต่ำเกินไปหรือเปล่า ให้สิทธิประโยชน์ทุกอย่าง แต่ผลประโยชน์กลับไม่ได้แบ่งให้ประชาชน ทั้งที่สิทธิประโยชน์เป็นของรัฐ

อย่างมติที่พยายามปลดล็อกการผูกขาดธุรกิจก๊าซฯ ปตท.เคยรับปาก แต่ไม่ทำ กลืนน้ำลายตัวเอง ถ้าตัดหัวคิวได้สามารถลดค่าไฟได้เยอะ เพราะค่าผ่านท่อมีการประกันกำไรถึง 16-18% ส่วนค่าไฟประกันผลตอบแทน 7% ซึ่งถ้าดูช่วงอนุมัติแผนลงทุนท่อเส้นที่ 3 ราคาหุ้น ปตท.ทะยานไปถึง 70% นี่คือผลประโยชน์มหาศาล

๐ เคยร่วมงานกับ สนพ.และทำเรื่องแปรรูป จริงๆ หลักการในปัจจุบันเปลี่ยนไปหรือไม่

หลักการแปรรูปเดิมเป็นแนวคิดตลาด ถ้าจะให้พัฒนาประสิทธิภาพต้องแข่งขัน จึงแยก กฟผ.เป็นส่วนๆ ส่วนผลิต ระบบส่ง แม้ยังมีข้อกังขาอาจเกิดการฮั้ว เพราะไฟฟ้าไม่ใช่สินค้าเหมือนข้าว ส้ม และมีข้อจำกัดระบบส่ง ทำให้ไม่สามารถแข่งขันได้

แต่หลักการแปรรูปปัจจุบันแย่ เป็นการให้สิทธิผูกขาดกับบริษัทที่มุ่งหวังผลตอบแทนต่อผู้ถือหุ้นเป็นหลัก โดยไม่จัดการเรื่องโครงสร้าง ไม่พูดถึงประสิทธิภาพ เน้นอย่างเดียวเรื่องการทำกำไรและธุรกิจ น่ากลัวและน่าเกลียด เอาสิทธิประโยชน์ของรัฐทุกอย่าง องค์กรที่เคยทำหน้าที่ให้บริการสาธารณะต่อประชาชนเอาสิทธิตรงนั้นมาทำธุรกิจ และไม่มีการถ่วงดุลใดๆ เลย

ขณะที่การจัดตั้งองค์กรกำกับดูแล (เรคกูเลเตอร์) และกฎหมายการจัดตั้งอ่อนมากๆ ใช้แค่ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ทำได้อย่างมากแค่ขอร้อง กฟผ.ปฏิบัติตามคำสั่ง คณะกรรมการชั่วคราวไม่มีอำนาจบังคับปฏิบัติตามคำสั่งหรือลงโทษ เป็นเสือกระดาษ เป็นแมวกระดาษด้วยซ้ำ

เพราะเรคกูเลเตอร์ที่กระทรวงพลังงานตั้งแค่ทำให้มีเท่านั้น สิ่งที่เรียกร้องคือ หลักประกันในการดูแลและถ่วงดุลดูแลผู้บริโภค ไม่ให้ กฟผ.เอาสิทธิประโยชน์ผูกขาดไปหากำไรเกินควร และต้องอยู่ภายใต้นโยบายรัฐอยู่ดี รัฐมนตรีชี้นิ้ว 7 คนนี้จะเอาอย่างไร ซึ่งล่าสุดยังไม่มีใครเอา เพราะคนมีฐานะเขารู้ เขาไม่มีอำนาจ มาเป็นก็เป็นหนังหน้าไฟ เปลืองตัว เพราะไม่มีอำนาจ

๐ แล้วควรแปรรูปหรือเปล่า

ควรแปรรูปในส่วนที่ไม่ผูกขาด เช่น โรงไฟฟ้า ทำให้เกิดการแข่งขัน เป็นเอกชนได้ แต่สายส่งไม่ควรเอาเข้าตลาด ไม่อย่างนั้นจะเหมือน ปตท. หากินเละ

๐ มาถึงเวลานี้รัฐบาลแปรรูปแน่นอน ข้อเรียกร้องคืออะไร

อยากให้แปรรูปเฉพาะกิจการไฟฟ้าที่ไม่มีการผูกขาดและตั้งองค์กรกำกับดูแล ไม่อย่างนั้นการเมืองแทรกได้ตลอดเวลา แม้เราไม่ได้หวังมากกับองค์กรนี้ เพราะคงไม่เป็นกลาง แต่อย่างน้อยเป็นกลไกเปิดเผยข้อมูลมากขึ้น และควรรองรับด้วยพระราชบัญญัติ ไม่ใช่ระเบียบสำนักนายกฯ ต้องร่าง พ.รบ.เพื่อกำหนดบทลงโทษ เช่น ยึดใบอนุญาต ให้อำนาจโดยมีกฎหมายรองรับ

ไทยถือเป็นประเทศแรกที่ทำแบบนี้ คือ แปรรูปผูกขาดโดยไม่มีองค์กรกำกับดูแล อาร์เจนตินา บังคลาเทศ บราซิล เท่าที่สำรวจประเทศกำลังพัฒนา 19 ประเทศ ไม่ใช่ใช้ระเบียบเหมือนไทย เขมรเขายังมีองค์กรกำกับดูแล แต่ไทยทำเหมือนขอไปทีจริงๆ

อย่างอังกฤษ บริการดีขึ้น เพราะทำแปรรูปและปรับโครงสร้างด้วย ค่าไฟไม่จ่าย 7 วันไม่ตัด เขาต้องรักษาลูกค้า แต่ไทยไม่ใช่ ตัดเลย หรือกรณีออสเตรเลีย องค์กรกำกับดูแลดีมาก สามารถกำหนดค่าไฟ โปร่งใสมาก มีการถกเถียงเรื่องการขยายการลงทุน เปรียบเทียบทางเลือกอื่น สุดท้ายไม่ได้สร้างโรงไฟฟ้า

ส่วนไทย ไม่มีทั้งโครงสร้าง เพราะผูกขาดและไม่เอื้ออำนวยต่อการเพิ่มประสิทธิภาพ ไม่มีองค์กรกำกับดูแลที่เข้มแข็ง ถ้าไม่มีการเปลี่ยนแปลงให้ดีขึ้นก็คงต้องเตรียมรับสภาพการขูดรีดต่อไป.