กรณีศึกษา..ญี่ปุ่น หนุนบ้านแสงอาทิตย
ไทยรัฐ
Jun 11, 2004
20 ปีที่แล้ว การผลิตพลังงาน ไฟฟ้าจาก พลังงานทดแทนจากลม แสงอาทิตย์ พลังงานน้ำจากทะเล มีราคมสูงเพราะมีต้นทุน ทางเทคโนโลยีสูงมาก

“ช่วงแรกประเทศไทยมุ่งพัฒนา พลังงานแสงอาทิตย์ แบ่งการพัฒนาเป็น 2 หมวด... ใช้เซลล์แสงอาทิตย์ผลิตไฟฟ้า โดยตรง และใช้ความร้อนจากแสงอาทิตย์ ต้มน้ำให้เป็นไอ หมุนกังหันไอน้ำ...ปั่นไฟฟ้า”

พินิจ ศิริพฤกษ์พงษ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สำนักงานวิจัยและพัฒนา การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) กล่าว

ปี 2520...ไฟฟ้าที่ผลิตจากโซลาร์เซลล์ ต้นทุนอยู่ที่หน่วยละ 30-35 เหรียญ...ถือว่าแพงมาก ถ้าเทียบกับการเปลี่ยนแสงอาทิตย์เป็นความร้อน

ต้มน้ำปั่นไฟฟ้า...ต้นทุนแค่หน่วยละ 7.5 บาท

ปี 2522 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี สร้างหอพลังงานแสงอาทิตย์ เปลี่ยนพลังงานแสงอาทิตย์ให้อยู่ในรูปของพลังงานความร้อน สร้างศูนย์รับพลังงานความร้อน โดยมีกระจกสะท้อนแสงเรียงอยู่รายรอบ

พลังงานความร้อนจากแสงอาทิตย์จะสะท้อนจากกระจกรอบด้าน รวมไปที่ บอยเลอร์...ต้มน้ำบนยอดหอคอย ต้มจนให้เป็นไอ และนำไอหมุนกังหันปั่นไฟฟ้า

“ทดลองความร้อนที่ได้จากการสะท้อนแสงสูงสุดจากกระจกกว่า 400 บาน...เท่ากับดวงอาทิตย์ 400 ดวง สามารถทำให้กระเบื้องมุงหลังคา กลายเป็นผงละเอียดได้ในเวลาไม่ถึงเศษส่วนวินาที”

พินิจ บอกว่า การใช้พลังงานทางเลือก โดยใช้พลังงานความร้อนจากแสงอาทิตย์ในช่วงเวลานั้น... ถือว่าเป็นวิธีที่ถูกที่สุดแล้ว

เมื่อมีแนวโน้มนำมาใช้งานได้จริง ก็วิจัยต่อ...จนพบปัญหาจากที่คิดว่าประเทศไทยมีแสงแดดจัด ความจริง...แสงแดดที่ส่องลงมาบนพื้นโลกมี 2 องค์ประกอบ...

รังสีตรง กับ รังสีกระจาย

“การรวมแสงเป็นพลังงานความร้อนใช้รังสีตรงเท่านั้น...ระบบรับรังสีตรงได้เพียง 50% พลังงานความร้อนที่คาดว่าจะได้เต็มที่...ก็เหลือแค่ครึ่งเดียว”

ปัญหานี้จึงมีผลต่อการเริ่มระบบ...10 โมงเช้า แดดจัด เดินเครื่องได้ถึงบ่ายสอง แต่ละวันผลิตไฟฟ้าได้แค่ 4 ชั่วโมง...ต้นทุนสูงกว่าโรงไฟฟ้าทั่วไป

ลงทุนเท่ากัน...แต่เดินเครื่องผลิตไฟฟ้าได้ทั้งวัน 24 ชั่วโมง ที่สุด...ก็ต้องพักโครงการหอพลังงานแสงอาทิตย์

“ไม่นานนัก...ราคาเซลล์แสงอาทิตย์ก็เริ่มลดลง คาดการณ์ว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลง กฟผ.จึงสั่งเซลล์แสงอาทิตย์เข้ามาทดลองใช้ครั้งแรก ราคา 25 เหรียญต่อหน่วย”

ปี 2540 ราคาเซลล์แสงอาทิตย์ลดลงเหลือ 10 เหรียญต่อหน่วย ลดลงในอัตราเร็วมาก อาจเป็นเพราะ มีปริมาณผู้ใช้เยอะ และมีอัตราการใช้งานทั่วโลกพุ่งสูง ขึ้นทุกปี

ข้อมูลปี 2522 ประเทศทั่วโลกใช้เซลล์แสงอาทิตย์ผลิตไฟฟ้ากว่า 500 เมกะวัตต์ ประเทศที่มีสัดส่วนใช้มากที่สุดถึง 50 เปอร์เซ็นต์คือ...

ญี่ปุ่น ใช้เซลล์แสงอาทิตย์ผลิตไฟฟ้า 300 เมกะวัตต์ ทั้งในบ้าน และโรงงานอุตสาหกรรม โดยรัฐให้เงินสนับสนุน

การใช้พลังงานแสงอาทิตย์...ในประเทศญี่ปุ่น เป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจ...

ยุคสมัยนั้น เทคโนโลยีการผลิตทั้งหมดเป็นของสหรัฐอเมริกา ปี 2513 ญี่ปุ่น ตั้งเป้าจะต้องผลิตเซลล์แสงอาทิตย์ได้เอง

“ญี่ปุ่นเริ่มการวิจัยเซลล์แสงอาทิตย์ชนิดแบบผลึก (คริสตัลไลน์) ญี่ปุ่นไม่ได้ทำตาม เทคโนโลยีอเมริกา ที่ต้องผลิตเซลล์เป็นแผ่นๆ แบบเซลล์เดี่ยว แต่ผลิตโดยการเทสาร หล่อเป็นเซลล์แสงอาทิตย์ทั้งแผง เรียกว่า โพลีคริสตัลไลน์...มีประสิทธิภาพต่ำกว่าอเมริกา 2%”

ผลิตเซลล์แสงอาทิตย์จนมีประสิทธิภาพใกล้เคียงกับสหรัฐฯ เจ้าตำรับได้แล้ว ราวปี 2533 ญี่ปุ่นตั้งเป้าใหม่...ลดราคาเซลล์ให้ต่ำลง เพื่อเพิ่มดีมานด์...ความต้องการใช้งานเซลล์แสงอาทิตย์ ภายในประเทศ

“โครงการประเดิม รัฐประกาศเชิญชวนประชาชนที่สนใจติดตั้งเซลล์แสงอาทิตย์ รัฐจะออกเงิน สนับสนุนให้ 2 ใน 3 ส่วน หรือกว่า 60% ...ราคาเซลล์แสงอาทิตย์ 1 หลัง อยู่ที่ 12 ล้านเยน ผลิตไฟฟ้าได้ 3 กิโลวัตต์...คิดเป็นเงินไทย 4 ล้านบาท”

ลงทุนทั้งระบบ 12 ล้านเยน...ประชาชนต้องควักกระเป๋า 4 ล้านเยน...

พินิจ บอกว่า การลงทุนขนาดนี้ ในช่วงเวลานั้นถือว่ายังแพงอยู่ แต่โครงการแรกนี้ ก็มีผู้เข้าร่วมกว่า 2,000 หลัง รัฐบาลส่งเสริมโครงการเซลล์แสงอาทิตย์ 2 ปี...

ปี 2537 ก็เริ่มเฟสสอง เฟสนี้ราคาระบบเซลล์แสงอาทิตย์ลดลง เหลือหลังละ 6 ล้านเยน...ลดลง 50%

ระยะเวลากระตุ้นให้เกิดการใช้เซลล์แสงอาทิตย์ในญี่ปุ่น ผ่านไป 2 ปี นอกจากระบบเซลล์ แสงอาทิตย์จะมีราคาถูกลงแล้ว รัฐบาลยังออกเงินสนับสนุนน้อยกว่าเดิม...มีผู้ร่วมโครงการเฟสสอง 10,000 หลังคาเรือน

ต่อเนื่องจากเฟสสอง...โครงการบ้านเซลล์แสงอาทิตย์เฟสสาม แม้ว่ารัฐจะสนับสนุนแค่ 1 ใน 3 แต่การลงทุนทั้งระบบก็ลดลงมาก...เหลือแค่ 5 ล้านเยน

เซลล์แสงอาทิตย์เฟสนี้...ไม่ต้องโหมแรงเชียร์เหมือนเฟสแรก แต่มีผู้เข้าร่วมท่วมท้น มากถึง 50,000 หลัง

ปัจจุบันยังคงมีโครงการนี้...ถึงเงินสนับสนุนจะเหลือแค่ 10% แต่ ประชาชนก็ยังจ่ายน้อยกว่า...จ่ายแค่หลังละ 2.1 ล้านเยน

คนไทยอาจสงสัย...โครงการนี้ ทำได้เฉพาะคนญี่ปุ่นที่พอจะมีฐานะหรือเปล่า?

พินิจ บอกว่า ญี่ปุ่นต่างกับบ้านเรา คนญี่ปุ่นต้องซื้อไฟหน่วยละ 8 บาท และญี่ปุ่นก็ไม่มีเชื้อเพลิงอะไร ญี่ปุ่นเลยทำโครงการบ้านเซลล์แสงอาทิตย์สำเร็จ

“ญี่ปุ่นดอกเบี้ยเงินฝากต่ำ...คนที่มีเงินเก็บจะเอาไปฝากธนาคารก็ได้ดอกต่อปีน้อย ถ้าเอามาลงทุน ติดตั้งระบบบ้านเซลล์แสงอาทิตย์ แน่นอนว่า...จะได้ผลตอบแทน มากกว่าหลายเท่า ถึงวันนี้...เกือบ 15 ปีแล้ว ญี่ปุ่นน่าจะมีบ้านเซลล์แสงอาทิตย์ 6-7 หมื่นหลังคาเรือน”

ไม่ต้องถามว่าคุ้มค่าไหมที่รัฐบาลญี่ปุ่นมุ่งมั่นส่งเสริมโครงการเซลล์แสงอาทิตย์ อย่างจริงจัง...นอกจากจะช่วยเรื่องความคุ้มค่าด้านพลังงานไฟฟ้าแล้ว รัฐยังช่วยขยายโอกาสการลงทุน ในอุตสาหกรรมโรงงานผลิตเซลล์แสงอาทิตย์ ให้เกิดขึ้นมากมาย

“วันนี้...เซลล์แสงอาทิตย์ในญี่ปุ่น กลายเป็น...แมสโปรดักต์ ไปแล้ว”

ประเทศไทย...ก็มีโครงการแบบนี้ พินิจ บอกว่า อนาคตการสร้างโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ เป็นไปได้ยาก แนวทางแก้ปัญหา...ต้องใช้โรงไฟฟ้าขนาดเล็กๆกระจายไปตามชุมชน

“เซลล์แสงอาทิตย์มีโอกาสมาก บ้านส่วนใหญ่มีโครงสร้างเป็นหลังคา แค่เอ าแผงเซลล์แสงอาทิตย์ไปแปะ ก็ผลิตไฟฟ้าได้แล้ว แถมจ่าย...ขายคืนให้กับการไฟฟ้าได้อีก”

ปี 2540 ประเทศไทยเริ่มโครงการแบบเดียวกับประเทศญี่ปุ่น ตั้งเป้าช่วงยื่นโครงการไว้ 100 หลังคาเรือน แต่มีปัญหาหลายข้อ โดยเฉพาะงบสนับสนุนจากภาครัฐ

แต่ก็มีข้อสรุป...ให้ลดจำนวนบ้านนำร่องเหลือ 10 หลัง รัฐจ่ายเงินสนับสนุน ตามอายุการใช้งานเซลล์แสงอาทิตย์ 20-25 ปี...ในอัตรา 45.7%

“ลงทุนหลังละ 5 แสน...ผลิตไฟฟ้าได้ 2.5 กิโลวัตต์ ประชาชนต้องจ่าย 2 แสนกว่าบาท”

บ้านเซลล์แสงอาทิตย์เฟสแรกยังไม่ทันได้ติดตั้ง...ประเทศไทยประสบปัญหาค่าเงินบาท ค่าเงินก็อยู่ที่ 33 บาทต่อเหรียญ...แต่โครงการประเดิมก็ผ่านไปได้ด้วยดี เริ่มเฟสใหม่เฟสที่สอง...เสนอ 100 หลังคาเรือน ก็ต้องลดเหลือ 50 หลัง เงินสนับสนุนเท่าเดิม ไม่ได้ปรับเพิ่ม 45.7%

“เฟสสาม...ราคาระบบอยู่ที่ 7.5 แสนบาท...ผลิตไฟได้ 3.1 กิโลวัตต์ แต่เอาเข้าจริง...ราคาเซลล์แสงอาทิตย์กลับลดลง ประหยัดเงินได้หลังละกว่าแสน”

อาจเป็นเพราะ...ช่วงนั้น ทั่วโลกตื่นตัว กระแสการใช้พลังงานเซลล์แสงอาทิตย์ มากขึ้นอย่างก้าวกระโดด ยิ่งใช้กันมาก...ราคาก็ยิ่งถูกลง ปัจจุบันอยู่ที่ 3 เหรียญต่อหน่วย

“ถึงบ้านเซลล์แสงอาทิตย์ทั้งสองเฟสของไทย ยังไม่ได้รับความนิยมมากเท่าญี่ปุ่น พัฒนาการทางความนิยมยังช้ากว่านับ 10 ปี แต่วันนี้...ถือเป็นเรื่องน่ายินดี ที่ประเทศไทยมีโรงงานผลิตเซลล์แสงอาทิตย์เกิดขึ้นแล้ว 1 โรง ที่ฉะเชิงเทรา”.