จีทีแซดแนะไทยเพิ่มศักยภาพชีวมวล ไม่ง้อโรงไฟฟ้านิวเคลียร์
ผู้จัดการออนไลน์
Jun 5, 2008
นักวิจัยเยอรมันแนะไทย เร่งเพิ่มศักยภาพผลิตพลังงานชีวมวล ชี้ปาล์มน้ำมัน-มันสำปะหลัง และการผลิตแก๊สชีวภาพจากนากุ้งมีศักยภาพ เสนอปรับปรุงเทคโนโลยีปัจจุบัน พร้อมเพิ่มราคาจูงใจ-เสริมกลไกภาษี หมายฉุดราคาพลังงานในประเทศ ไม่จำเป็นต้องพึ่งนิวเคลียร์

บัณฑิตวิทยาลัยร่วมด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม (เจจีซี) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) ร่วมกับบริษัท ซีเอ็มพี มีเดีย (ประเทศไทย) จัดงานประชุมวิชาการนานาชาติ "Renewable Energy Asia 2008" ขึ้นเมื่อวันที่ 4 มิ.ย.51 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุม ไบเทค บางนา

ทั้งนี้ ผู้จัดการวิทยาศาสตร์ได้รับฟังบรรยายของ ดร.รูดอล์ฟ เราช์ (Rudolf Rauch) สำนักงานความร่วมมือทางวิชาการของเยอรมัน ประจำประเทศไทย (GTZ:จีทีแซด) ในหัวข้อ "เจาะลึกขีดความสามารถของชีวมวลจากของเสีย-นโยบาย เทคโนโลยี และยุทธศาสตร์-กรณีศึกษาจากโครงการ E3Agro" ว่า ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีขีดความสามารถในการผลิตพลังงานชีวภาพมาก

อย่างไรก็ดี พบว่าในการแปรรูปชีวมวลเป็นพลังงาน ยังมีอัตราการสูญเสียอยู่มาก ทำให้ไม่เกิดประสิทธิภาพเท่าที่ควร โดยมีประสิทธิภาพแปรชีวมวลเป็นพลังงานเพียง 50-60% เพราะขาดเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพ ขณะที่ประเทศซึ่งจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะแปรชีวมวลเป็นพลังงานได้ถึง 80% เช่น บราซิลที่ผลิตเอทานอลเป็นเชื้อเพลิง ทดแทนการนำเข้าน้ำมันได้ทั้งหมด

ทั้งนี้ จากการศึกษาของจีทีแซดพบว่า ปาล์มน้ำมันและมันสำปะหลังถือเป็นพืชพลังงาน 2 ชนิด ที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดในประเทศไทย โดยสามารถช่วยลดการนำเข้าพลังงานได้ถึง 1-1.5 หมื่นล้านบาทต่อปี

ส่วนการผลิตแก๊สชีวภาพจากตะกอนของเสียในนากุ้ง ในประเทศประมาณ 35,000 แห่ง จะทดแทนการใช้ไฟฟ้าได้เทียบเท่าโรงไฟฟ้าขนาด 1 กิกะวัตต์

ดร.เราช์เสนอแนวทางการพัฒนาพลังงานชีวมวลในประเทศไทยด้วยว่า ภาครัฐควรให้การสนับสนุนมากขึ้นกว่าปัจจุบัน เช่น การรับซื้อไฟฟ้าพลังงานชีวมวลในราคาที่สูง กว่าที่สนับสนุนในปัจจุบันเพื่อจูงใจให้ผู้ประกอบการผลิตพลังงานชีวมวลมากขึ้น ดีกว่าการก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ที่มีแผนก่อสร้างในระยะเวลา 10 ปี

นอกจากนี้ นายเดวิด วูด (David Wood) ที่ปรึกษาธุรกิจน้ำมันและนักวิจัยจากคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย เสริมว่า รัฐบาลควรสนับสนุนกลไกภาษี สำหรับการผลิตพลังงานชีวมวลด้วย เพื่อให้เกิดผู้ผลิตพลังงานชีวมวลรายใหม่ๆ ทำให้ราคาพลังงานในประเทศต่ำลง

ขณะเดียวกันควรเร่งวิจัยพัฒนาการเพิ่มผลผลิตพืชพลังงาน ซึ่งเป็นต้นทุน 70% ของราคาพลังงาน รวมถึงการปรับปรุงเครื่องจักรให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นในเวลาเดียวกัน.