'ไทย 'คิกออฟ' โรงไฟฟ้านิวเคลียร์'
ไทยโพสต์
Mar 30, 2008
สำนักงานพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ (สพน.) หน่วยงานน้องใหม่ในสังกัดกระทรวงพลังงาน ออกมาจัดสัมมนาหัวข้อ "พลังงานไฟฟ้าทางเลือก

แนวทางการสื่อสารสู่สาธารณะและการมีส่วนร่วมของประชาชน" เมื่อวันจันทร์ที่ 24 มีนาคมที่ผ่านมา ถือเป็นการเริ่มต้นเตรียมการและประชาสัมพันธ์การก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ที่กระทรวงพลังงานมีนโยบายวาดฝันเข้าไปช่วยแก้ไขปัญหาความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ รวมทั้งลดภาวะโลกร้อน
โดยขณะนี้ สพน.เริ่มดำเนินการจัดตั้งโครงสร้างพื้นฐานรองรับโครงการ สำรวจสถานที่ที่มีศักยภาพสำหรับก่อสร้างโรงไฟฟ้า ดำเนินการศึกษาความเป็นไปได้ สร้างความรู้ความเข้าใจ และการมีส่วนร่วมของประชาชน เพื่อให้เสร็จทันนำมาใช้ประกอบการตัดสินใจ ครม.ต้นปี 2554 ว่าจะอนุมัติก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์หรือไม่!!!
นับเป็นเรื่องที่ผู้คนให้ความสนใจ และกระทรวงพลังงานเร่งรัดให้มีผลโดยเร็ว ซึ่งรัฐบาลต้องลงทุนสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์นับแสนล้านบาท และคงจะหนีไม่พ้นความหวาดวิตกของประชาชนที่มี นับตั้งตั้งแต่ขั้นตอนการมีเชื้อเพลิงกัมมันตรังสีไปจนถึงกากนิวเคลียร์ที่ใช้แล้ว
อย่างไรก็ตาม ในการสัมมนานี้พยายามให้ข้อมูลและเหตุผลที่ว่า "ทำไม?" ไทยต้องเลือกโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เป็นทางออกปัญหาพลังงาน
ณอคุณ สิทธิพงศ์ รองปลัดกระทรวงพลังงาน ในฐานะประธานคณะกรรมการและ ผอ.สพน. กล่าวว่า ในปี 2550 ไทยใช้พลังงานคิดเป็นมูลค่า 1,487 ล้านล้านบาท ปริมาณการใช้พลังงานเชิงพาณิชย์ในประเทศ 1.6 ล้านบาร์เรลต่อวันเทียบเท่าน้ำมันดิบ สำหรับการผลิตไฟฟ้าเมื่อแยกตามชนิดเชื้อเพลิงของไทยในปี 2550 ไทยใช้ก๊าซธรรมชาติในการผลิตไฟฟ้า 65% ถ่านหิน 19.8% พลังน้ำ 5% รับซื้อจากประเทศเพื่อนบ้าน 2.8% น้ำมันเตา 1.9% นอกจากนี้ ตามแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ.2550-2564 (PDP 2007) ตั้งเป้าใช้ก๊าซธรรมชาติผลิตไฟฟ้าถึง 70% เป็นที่น่าวิตกว่าไทยพึ่งก๊าซธรรมชาติในการผลิตไฟฟ้ามากจนเกินไป ถือว่ามีความเสี่ยงสูง เพราะมีปริมาณสำรองอยู่ไม่มาก อยู่ได้เพียง 16-17 ปีเท่านั้น จึงจำเป็นต้องพิจารณาทางเลือกอื่น
"ในแผน PDP ใหม่มีการเพิ่มพลังการผลิตไฟฟ้าจากผู้ผลิตเอกชน ส่งเสริมการผลิตไฟฟ้ารายเล็ก ทั้ง SPP และ VSPP ปริมาณพลังไฟฟ้าที่มีรับซื้อเต็มที่ รวมทั้งขยายการรับซื้อไฟฟ้าพลังน้ำจากประเทศเพื่อนบ้าน ตามแผนมีการกำหนดทางเลือกให้มีการจ่ายไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ปริมาณ 2,000 เมกกะวัตต์ ในปี 2563 และอีก 2,000 เมกกะวัตต์ ในปี 2564 ด้วย" ณอคุณกล่าวถึงพลังงานนิวเคลียร์ที่เขายืนยันว่า เป็นทางออกของไทยในการรับมือปัญหาด้านพลังงานว่า ปัจจุบัน 30 ประเทศทั่วโลกมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เดินเครื่องจำนวน 437 โรง และอยู่ระหว่างก่อสร้างจำนวน 30 โรง ไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์คิดเป็น 17% ของพลังงานไฟฟ้าทั้งโลก
ผอ.สนพ.บอกอีกว่า การพัฒนาโรงไฟฟ้านิวเคลียร์และโรงไฟฟ้าถ่านหินสะอาด เป็นการช่วยกระจายแหล่งเชื้อเพลิง ช่วยรักษาระดับพลังงานสำรองของประเทศ สร้างความมั่นคงด้านพลังงาน เพราะเป็นเชื้อเพลิงที่มีแผนการจัดหาได้ชัดเจน ด้านราคาเทียบกับก๊าซธรรมชาติและน้ำมัน ที่มีความผันผวนในระดับราคาที่สูง ทำให้เชื้อเพลิงนิวเคลียร์มีความสามารถในการแข่งขัน ถ้ารวมต้นทุนผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสังคมแล้วถูกกว่าชนิดอื่น
การผลิตไฟฟ้าจากนิวเคลียร์ยังส่งผลดีต่อสิ่งแวดล้อม ไม่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกในกระบวนการผลิต ถ้าไม่มีการพัฒนาโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ตามแผน PDP 2007 การปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จะทะลุ 160-170 ล้านตัน ถ้ามีจะอยู่ที่ระดับ 90-130 ล้านตัน นอกจากนี้ โรงไฟฟ้านิวเคลียร์จะสร้างความเป็นอยู่ที่ดีให้กับชุมชนผ่านการจัดตั้งกองทุนพัฒนาพื้นที่รอบโรงไฟฟ้า ถ้าผลิตไฟฟ้า 4,000 เมกกะวัตต์ จะต้องจ่ายเงินเข้ากองทุน 300 ล้านบาทต่อปี
อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่ต้องพิจารณาและดำเนินการก่อนการสร้างโรงไฟฟ้า คือ การสร้างความยอมรับของประชาชน และความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ต่อประเทศ รวมทั้งความปลอดภัยของเทคโนโลยีการผลิตไฟฟ้าจากนิวเคลียร์ การออกกฎหมายและองค์กรกำกับดูแล ตลอดจนความพร้อมทางด้านบุคลากร
ด้าน ดร.กอปร กฤตยากีรณ ผู้เชี่ยวชาญด้านวางแผนและบริหารโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ในไทย อธิบายว่า ตามแผนจัดตั้งโครงสร้างพื้นฐานเพื่อการผลิตไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ฉบับสมบูรณ์ได้แบ่งแผนงานโครงการออกเป็น
ระยะที่ 0.1 ปี 2550 เตรียมการขั้นต้น
ระยะที่ 1 ปี 2551-2553 ขั้นเตรียมเริ่มโครงการ การทำประชาสัมพันธ์ ทำความเข้าใจกับประชาชน)
ระยะที่ 2 ปี 2554 -2556 จัดทำโครงการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์
ระยะที่ 3 ปี 2557-2562 ก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์
และระยะที่ 4 ปี 2563-2564 เดินเครื่องโรงไฟฟ้านิวเคลียร์
ถ้ารัฐบาลมีนโยบายจะให้การก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในไทยเกิดขึ้นเร็วกว่าแผนเดิมที่วางไว้ 13 ปีข้างหน้า เหลือเพียง 10 ปี ต้องพิจารณาให้รอบคอบ อาจจะย่นเวลาระยะที่ 1 ได้ รวมทั้งตัดสินใจก่อสร้างให้เร็วขึ้น แต่ในช่วงการก่อสร้างโรงไฟฟ้า 6 ปี ต้องทำตามมาตรฐานเพื่อความปลอดภัย เร่งรีบก่อสร้างไม่ได้
ในประเด็นเทคโนโลยีด้านความปลอดภัยของโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ ผศ.ปรีชา การสุทธิ์ อุปนายกสมาคมนิวเคลียร์แห่งประเทศไทย กล่าวในการสัมมนาครั้งนี้ว่า การควบคุมการปลดปล่อยสารกัมมันตรังสีจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ให้อยู่ในระดับที่ปลอดภัยในการเดินเครื่องตามปกติหรือในกรณีเกิดอุบัติเหตุเป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งในการออกแบบการก่อสร้างและการเดินเครื่องโรงไฟฟ้านิวเคลียร์มีหลักการความปลอดภัยอยู่ 3 ประการ ที่ต้องปฏิบัติเพื่อให้สาธารณชนและสิ่งแวดล้อมมีความเสี่ยงภัยน้อยที่สุด
อันดับแรก เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ต้องควบคุมพลังงานที่เกิดขึ้นได้ โดยควบคุมความร้อนที่เกิดขึ้น ทั้งในขณะเดินเครื่องปกติและในกรณีดับเครื่อง เชื้อเพลิงนิวเคลียร์ต้องเย็นเสมอ โดยมีการระบายความร้อน สารกัมมันตรังสีที่เกิดขึ้นถูกเก็บไว้มิดชิดป้องกันรั่วไหลสู่สิ่งแวดล้อม และไม่ว่าจะเกิดอุบัติเหตุรุนแรงแค่ไหนก็ตามจะต้องไม่รั่วไหลออกมานอกโรงไฟฟ้า
"สิ่งปิดกั้นมี 5 ชั้น ป้องกันการปล่อยสารกัมมันตรังสีจากเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ออกสู่สิ่งแวดล้อม เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ ท่อและปั๊มต่างๆ ทำจากโลหะสเตนเลสหนาประมาณ 150-220 มิลลิเมตร มีกำแพงคอนกรีตกำบังรังสี ด่านสุดท้าย คืออาคารคลุมปฏิกรณ์เป็นผนัง 3 ชั้น หนาไม่ต่ำกว่า 1.30 เมตร ชั้นในเป็นแผ่นเหล็กกล้าหนาราว 6 มิลลิเมตร" ผศ.ปรีชายืนยันโรงไฟฟ้าที่ออกแบบได้มาตรฐานยังสามารถต้านทานพายุ เครื่องบินชนหรือตกใส่ หรือการโจมตีทางอากาศด้วยระเบิดหรือขีปนาวุธได้
นอกจากนี้ อุปนายกสมาคมฯ ยังบอกถึงหลักเกณฑ์ตามแนวทางสากลที่ต้องปฏิบัติในแต่ละขั้นตอนของโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ การเลือกสถานที่ตั้งต้องเหมาะสมตามหลักเกณฑ์ของทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) หลักการกว้างๆ คือ ต้องหลีกเลี่ยงสถานที่เสี่ยงภัยธรรมชาติ อย่างน้ำท่วม ลมพายุ แผ่นดินไหว แล้วยังมีที่เสี่ยงภัยจากฝีมือมนุษย์ อาทิ สถานที่เก็บสารเคมี-วัตถุไวไฟ เขตทหาร สนามบิน บริเวณแนวท่อก๊าซ แม้กระทั่งเส้นทางการบินก็ไม่ควรพาดผ่านบริเวณนั้น
ผศ.ปรีชาได้สรุปว่า โรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์มีทั้งแง่บวกและแง่ลบเหมือนดูเหรียญสองด้าน เป็นแหล่งผลิตไฟฟ้าขนาดใหญ่ มีต้นทุนการผลิตไฟฟ้าแข่งขันได้กับโรงไฟฟ้าชนิดอื่น เป็นโรงไฟฟ้าที่สะอาด ไม่ก่อให้เกิดมลพิษ ช่วยเสริมสร้างความมั่นคงของระบบผลิตไฟฟ้า เพราะใช้เชื้อเพลิงน้อย ทำให้มีเสถียรภาพในการจัดหาเชื้อเพลิง อีกด้านหนึ่งใช้เงินลงทุนสูง จำเป็นต้องเตรียมโครงสร้างพื้นฐานและการพัฒนาบุคลากร เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งต้องพัฒนาและเตรียมการเกี่ยวกับการจัดการเชื้อเพลิงใช้แล้ว ตลอดจนงานด้านแผนฉุกเฉินทางรังสีและมาตรการควบคุมความปลอดภัยเพื่อป้องกันอุบัติเหตุ ศึกษาการปลดโรงไฟฟ้าหลังหมดอายุใช้งาน และอุปสรรคสำคัญเป็นการยอมรับของประชาชน
แน่นอนว่ากลไกด้านสื่อสารและรับฟังความคิดเห็น มีความสำคัญควบคู่กับการพัฒนาโครงการด้านพลังงาน เพื่อให้ประชาชนได้เข้าใจและยอมรับ โครงการไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ก็เช่นเดียวกัน ช่วงนี้เรียกว่าเดินหน้าเรื่องการประชาสัมพันธ์กันเต็มที่ สุพิณ ปัญญามาก รองประธานอนุกรรมการด้านการสื่อสารสาธารณะและการมีส่วนร่วมของประชาชน บอกว่า การจัดสัมมนาในครั้งนี้เป็นหนึ่งในแนวทางสร้างความรู้ ความเข้าใจและการมีส่วนร่วมของประชาชน และได้รับความรู้จากวิทยากร ซึ่งจะมีการจัดประชุมทางวิชาการอีกหลายหัวข้อ ได้แก่ ระบบกฎหมายและองค์กรกำกับดูแลความพร้อมทางเทคโนโลยีและกำลังคน โครงสร้างการบริหารช่วงเตรียมการและช่วงดำเนินการ
นอกจากนี้ จะมีการประชุมในวงกว้างเรื่องความปลอดภัย ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และความเสี่ยงของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ การจัดการเชื้อเพลิงและกากนิวเคลียร์ ต้นทุนค่าไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ ตลอดจนการคัดเลือกที่ตั้งและการสนับสนุนชุมชนในที่ตั้งโรงไฟฟ้า คาดว่าจะเกิดความเข้าใจพลังงานนิวเคลียร์ดีขึ้น ลดความหวาดกลัวลงได้ เพื่อให้โรงไฟฟ้านิวเคลียร์มีโอกาสเกิดขึ้นได้ในประเทศไทย และก็จะยินดีอย่างยิ่ง ถ้าได้รับข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์เพื่อนำไปปรับปรุงให้นโยบายและแผนสมบูรณ์เกิดประโยชน์มากขึ้น แนวทางดำเนินการสื่อสารของโครงการจะเปิดเผยและโปร่งใส เปิดโอกาสให้ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารทุกขั้นตอน.