ถึงเวลา..ตั้งโรงไฟฟ้านิวเคลียร์?
ไทยโพสต์
Feb 10, 2008
ถึงเวลา..ตั้งโรงไฟฟ้านิวเคลียร์?

นโยบายสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ เพื่อตอบรับกับปัญหาน้ำมันแพง
และเกาะกระแสภาวะโลกร้อนที่ถูกจุดขึ้นมาชัดเจนยิ่งขึ้น ในสมัยนายปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์
เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ในรัฐบาล คมช.ชุดที่แล้ว
และมีการฝากรัฐบาลชุดใหม่สานต่อพลังงานนิวเคลียร์ กลายเป็นประเด็นสนใจของสังคมไทยอีกครั้ง
โครงการขนาดยักษ์ ใช้เงินลงทุนมหาศาล อนุมัติอย่างรวบรัด
และให้ข้อมูลและข้อเท็จจริงเพียงด้านเดียวแก่สังคม เท่านี้ก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้คนไทยตั้งคำถามกับโครงการนี้
และก่อให้เกิดความเคลื่อนไหวของฝ่ายไม่เอาโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์เกิดขึ้นเป็นระยะๆ
นับจากวันที่กระทรวงพลังงานได้วางแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า พ.ศ.2550-2564

โดยนำเสนอทางเลือกของการสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ทั้งหมด 9 แนวทาง
แต่มีการสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาด 4,000 เมกกะวัตต์ อยู่ในทุกแนวทาง
และในที่สุดรัฐบาลก็อนุมัติแผนดังกล่าว

จัดตั้งสำนักงานพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ (สพน.)
ทำการศึกษาและวิจัยเพื่อพัฒนาโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในประเทศ รวมทั้งให้ความรู้ต่อสาธารณชนในด้านความปลอดภัย
โดยกำหนดช่วง 3 ปีแรกจะต้องได้คำตอบว่าจะก่อสร้างได้หรือไม่
จากนั้นรัฐบาลก็อนุมัติงบประมาณ 1,385 ล้านบาท
เพื่อติดเทอร์โบการดำเนินงานในช่วงปี 2551-2554 นี้

หากผลการศึกษาที่ทำเห็นชอบโรงไฟฟ้านิวเคลียร์จะเกิดขึ้นในอีก 13 ปีข้างหน้า
ด้วยเงินลงทุนอย่างต่ำแสนล้านบาท ซึ่งจะช่วยสร้างความมั่นคงทางด้านพลังงานให้ประเทศได้
มีการตั้งคำถามว่า การตัดสินใจในเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่เกินกว่า จะพิจารณาบนฐานข้อมูลเพียงด้านเดียว

พลังงานนิวเคลียร์สร้างความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศได้แค่ไหน

เป็นพลังงานสะอาดและช่วยแก้ปัญหาโลกร้อนจริงหรือไม่

ที่สำคัญด้านความปลอดภัยเชื่อถือได้มากน้อยเพียงใด

และใครกันแน่จะได้ประโยชน์จากอภิมหาโครงการนี้ยังรอคำตอบ

ยาน เบอราเนก
ผู้ประสานงานรณรงค์ด้านนิวเคลียร์ กรีนพีซสากล
กล่าวในงานสัมมนา "รู้เท่าทันโรงไฟฟ้านิวเคลียร์" ว่า

อุตสาหกรรมนิวเคลียร์มีข้อจำกัดผลิตพลังงานไฟฟ้า
เราพบว่าแต่ละปีสามารถผลิตไฟฟ้าเพิ่มเพียง 2,000 เมกกะวัตต์

ขณะที่พลังงานลมเพิ่มกำลังผลิตได้ถึง 6 เท่าของปริมาณความสามารถที่พลังงานนิวเคลียร์ผลิตได้

นอกจากนี้ ยูเรเนียมที่ใช้เป็นเชื้อเพลิงในโรงไฟฟ้านิวเคลียร์นั้นขุดมาจากเหมืองใต้ดิน
ที่มีใช้ได้ประมาณ 70 ปี
ในขณะที่ปัจจุบันปริมาณการใช้ยูเรเนียมอยู่ที่ 75,000 ตันต่อปี

ถ้ามีการสร้างโรงไฟฟ้าเพิ่มขึ้นมากๆ คาดว่าในอีก 40 ปีข้างหน้ายูเรเนียมก็ไม่เหลือ

แต่มีการโกหกคำโตจากภาคการเมือง ทั้งที่อุตสาหกรรมนิวเคลียร์ไม่ได้ให้ความมั่นคงทางพลังงาน

นับตั้งแต่ปี 2548 ราคายูเรเนียมก็สูงขึ้นสามเท่า

ยานบอกว่านิวเคลียร์ไม่ใช่ทางออก และไม่ช่วยแก้ปัญหาความมั่นคงทางพลังงาน

ข้อมูลที่ไม่ค่อยมีการพูดกัน คือ เหมืองยูเรเนียมทั่วโลกมีบริษัทยักษ์ใหญ่ 6 แห่งเป็นเจ้าของ
เป็นของประเทศแคนาดา ออสเตรเลีย รัสเซีย ยูเครน สหรัฐอเมริกา ไนจีเรีย และคาซัคสถาน
ประเทศที่ใช้พลังงานนิวเคลียร์จำเป็นต้องซื้อยูเรเนียมจากประเทศผู้ผลิต ซึ่งมีไม่กี่ประเทศในโลก
ทำให้แหล่งพลังงานค่อนข้างเปราะบาง

ถ้าเกิดปัญหาจะไปหาแร่จากที่ไหน
ความเป็นอิสระด้านการผลิตพลังงานทำไม่ได้

ขณะที่เตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์มีบริษัทเพียงแห่งเดียวในฝรั่งเศสที่ผลิตได้
แม้ว่าญี่ปุ่น สหรัฐ รัสเซีย จีน อินเดีย
จะพยายามพัฒนาเทคโนโลยีของตัวเองเพื่อสร้างเตาปฏิกรณ์ขึ้นมา

แต่ก็ยังไม่มีความคืบหน้า
สะท้อนให้เห็นว่าอุตสาหกรรมนิวเคลียร์อยู่ในเงื้อมมือคนไม่กี่คนในโลกนี้

ผู้ประสานงานรณรงค์ด้านนิวเคลียร์คนเดิม ยังบอกอีกว่า

เตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ผลิตพลูโตเนียมออกมา โดยที่พลูโตเนียม 5 กิโลกรัม

สร้างระเบิดนิวเคลียร์ได้ 1 ลูก ถ้ามีพลูโตเนียมอยู่ 100 ตัน

นำไปผลิตระเบิดนิวเคลียร์ติดหัวจรวดได้ 5,000 ลูกต่อปี ซึ่งเป็นเรื่องที่เสี่ยงมาก

นอกจากนี้ การขนส่งวัสดุที่เป็นกัมมันตภาพรังสียังอาจเป็นเป้าจากการโจมตีของการก่อการร้าย

ทำให้กัมมันตภาพรังสีมหาศาลออกสู่สิ่งแวดล้อม
ยากมากที่จะรับประกันความปลอดภัยได้

ส่วนการเก็บกากนิวเคลียร์
ปัจจุบันไม่มีแหล่งฝังกากนิวเคลียร์ที่ไหนในโลกที่ถือว่าปลอดภัย

กากที่ปนเปื้อนรังสีในระดับสูงจะอยู่ในโลกเป็นพันปี
ถ้ามีเพิ่มมากขึ้น
กากของเสียก็จะกลายเป็นมรดกมีพิษให้กับคนรุ่นต่อไป

นอกจากนี้ ยังมีเรื่องงบประมาณที่บานปลาย "ยาน" บอกว่า

เป็นปัญหาถาวรของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ โดยยกตัวอย่างโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้า Olkiluoto ฟินแลนด์

ยานระบุเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาด

โดยรัฐบาลได้ให้ใบอนุญาตก่อสร้างเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ ปี 2548 และเริ่มสร้างในปีนั้น
การก่อสร้างล่าช้าไป 2 ปี มีปัญหาการก่อสร้าง
ปัญหาการเทปูน และอีกส่วนเป็นปัญหาจากการรับรองคุณสมบัติของท่อความดัน
ที่จำเป็นต้องทำให้ได้ตามมาตรฐานความปลอดภัย ทำให้เงินลงทุนเพิ่มขึ้นอีกเท่าหนึ่งของงบเดิม

แน่นอนว่าต้นทุนของไฟฟ้าที่ผลิตได้สูงขึ้นตามไปด้วย และที่น่าสนใจ คือ

ฟินแลนด์ยังปล่อยก๊าซเรือนนกระจกเพิ่มขึ้น 16% เห็นได้ว่าไม่สามารถลดภาวะเรือนกระจกได้

เพราะมัวแต่หันไปทุ่มเทกับการสร้างเตาปฏิกรณ์

แทนที่จะแสวงหาแหล่งพลังงานหมุนเวียนที่สามารถตอบสนองความต้องการได้แน่นอนกว่า

ยานบอกว่า ประเทศบางประเทศ เช่น เดนมาร์ก ออสเตรเลีย

มีจุดยืนชัดที่จะไม่สร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ มีการทำประชามติกันทั้งประเทศ

ยิ่งไปกว่านั้นในบางประเทศ อย่างเยอรมนี

ก็มีนโยบายที่จะหยุดเดินเครื่องไฟฟ้านิวเคลียร์ทั้งหมดในอนาคต
ปัจจุบันเยอรมนีมี 17 โรง ผลิตไฟฟ้า 32%
แต่ห็หันมาผลิตไฟฟ้าพลังลมและน้ำ

เพียงปีเดียวแสดงศักยภาพในการผลิตไฟฟ้าเท่ากับเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ 2 เตา

และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ 115 ล้านตัน

แม้แต่ชาวไร่ชาวนาในเยอรมนียังลุกขึ้นมาต่อต้านเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์

แถมพิสูจน์ให้เห็นว่าไม่จำเป็นต้องพึ่งพลังงานนิวเคลียร์

เพราะใช้กังหันลมผลิตก็ได้ไฟฟ้าเพียงพอแล้ว

ขณะที่ สายรุ้ง ทองปลอน ผู้จัดการสหพันธ์องค์กรผู้บริโภค (สอบ.)

ที่ติดตามการปัดฝุ่นโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ของรัฐบาล กล่าวว่า

หลายฝ่ายวิเคราะห์เบื้องหลังการอนุมัติแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า คือ

รัฐสร้างภาพความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นสูงเกินไป
ในแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าคาดว่าใน 15 ปีข้างหน้าประเทศจะใช้ไฟเพิ่มขึ้น 132%
หรือประมาณ 3,000 เมกะวัตต์ต่อปี
ซึ่งเป็นตัวเลขที่ไม่น่าจะเป็นไปได้

"กรณีโรงไฟฟ้าบ่อนอก-หินกรูด ก็จะสร้าง
เพราะทำนายความต้องการใช้ไฟฟ้าในปี 2549 สูงถึง 30,000 เมกกะวัตต์
ขณะที่ตัวเลขของการใช้ไฟฟ้าในปีนั้นมีเพียง 21,000 เมกะวัตต์
การอนุมัติแผนคราวนี้ก็เช่นกัน รัฐปั่นตัวเลขการใช้ไฟฟ้า

ถ้าไม่เร่งสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน นิวเคลียร์ ประเทศจะไม่มีไฟฟ้าใช้"

สายรุ้งบอกถึงที่มาของการเสนอแผน

เธอยังวิพากษ์ว่า การที่รัฐเสนอทางเลือกทั้งหมด 9 แนวทาง

ทุกทางมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ทั้งนั้น
การนำพลังงานนิวเคลียร์เข้ามาทำราวเหมือนออกมาจากกระบอกไม้ไผ่
ทั้งที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม อ้างความจำเป็นผู้ใช้ไฟและสถานการณ์โลกร้อน
เป็นการปิดหูปิดตาประชาชนให้ต้องรับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์อย่างเดียว
ที่สำคัญ คือ ขาดการมีส่วมร่วมของประชาชน

ทำให้แก้ปัญหาไม่ตรงจุดและเกิดการต่อต้านอยู่เรื่อยไป
และแทนที่จะทุ่มเม็ดเงินกว่าพันล้านที่ใช้ศึกษาวิจัยพลังงานนิวเคลียร์ในระยะแรกมาดำเนินการส่งเสริมพลังงานสะอาด
และพลังงานหมุนเวียนอย่างจริงจัง จะช่วยลดภาวะโลกร้อนได้จริงยิ่งกว่า แต่รัฐกลับไม่ทำ

นอกจากนี้ แผนตั้งแต่ปี 2551 จนถึงปี 2563
ที่เดินเครื่องโรงไฟฟ้านิวเคลียร์
มีงบประมาณรวม 2 ล้านล้านบาท
เป็นเม็ดเงินที่ดึงดูดใจ รวมทั้งธุรกิจไฟฟ้าที่มีการประกันกำไร
นั่นหมายความว่า ใครก็อยากกระโจนเข้ามา

เรามีบทเรียนที่เคยเกิดขึ้นซึ่งสะท้อนให้เห็นการส่งเสริมการคอรัปชั่น
ตลอดจนผลประโยชน์ทับซ้อนในกิจการไฟฟ้าและกิจการพลังงาน

การก่อสร้างโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ที่เกิดขึ้นในประเทศไทยจะเป็นเรื่องการผูกขาดผลประโยชน์ที่มีกลุ่มธุรกิจ
ข้าราชการ และนักการเมืองบางกลุ่ม เข้ามาเกี่ยวข้องอยู่เสมอ

ชื่นชม สง่าราศรี กรีเซน จากพลังไท
เป็นนักวิจัยอิสระด้านพลังงานคนหนึ่งที่ร่วมแลกเปลี่ยนในเวทีนี้
เพราะรู้สึกว่านโยบายโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เต็มไปด้วยเรื่องที่ต้องตรวจสอบ

เธอบอกว่าแผนงานโครงการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เตรียมการ 15 ปี แบ่งเป็น 5 ระยะ

ตอนนี้อยู่ในระยะที่ 1 เตรียมเริ่มโครงการ เตรียมการตัดสินใจ ระยะเวลา 3 ปี
ช่วงปี 2551-2554
โดยมีการอนุมัติงบตั้ง สพน.แล้ว 75 ล้านบาท

ขณะที่ค่าใช้จ่ายรวม 3 ปี อยู่ที่ 1,345 ล้านบาท
มีแผนงานสำรวจสถานที่ที่มีศักยภาพในการก่อสร้าง และการสร้างความรู้
ความเข้าใจ ทำให้ประชาชนยอมรับพลังงานนิวเคลียร์

ตนเห็นว่าสังคมไทยต้องร่วมตัดสินบนข้อมูลที่รอบด้าน

เธอบอกการที่รัฐบาลอ้างพลังงานนิวเคลียร์จำเป็นต่อความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ

ถ้าไม่เลือกพลังงานนิวเคลียร์ไฟฟ้าไม่พอใช้

ทั้งที่ในความเป็นจริงพบว่าการใช้พลังงานไฟฟ้าของปีที่แล้วเพิ่มขึ้นเพียง 3.3%

ในขณะที่ค่าพยากรณ์ทำนายไว้ 6.14%

นอกจากนี้ไฟฟ้าจากเอกชนรายเล็ก (SPP)

ที่ใช้ระบบผลิตไฟฟ้าและไอน้ำร่วมกัน (Cogeneration)

และพลังงานหมุนเวียนมีมากกว่าที่คิด

แต่รัฐกลับปิดประตูไม่รับซื้อ ชื่นชมแจกแจงอีกว่า
ปีที่แล้วปีเดียวมี SPP เสนอขาย 435 เมกกะวัตต์ Cogen 2,416
เมกะวัตต์ ส่วน VSPP ปริมาณขาย 800 เมกกะวัตต์ รวมปี 2550
เสนอขาย 3,651 เมกะวัตต์

กำลังผลิตแทบจะเท่าโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ 1 โรง มีศักยภาพ cogen มากมาย
แต่มติ กพช. เมื่อ 27 สิงหาคม 2550 ให้ กฟผ.ยุติการรับข้อเสนอการขายไฟฟ้าจาก SPP
ระบบ Cogen ตั้งแต่วันที่ 31 สิงหาคม 2550 เป็นต้นไป

ตามด้วยมติ กพช. 16 พฤศจิกายน 2550

ที่ระบุไม่สามารถรับซื้อไฟฟ้าของโครงการ SPPได้ทั้งหมด
เพราะข้อจำกัดระบบสายส่ง และรอเปิดรับไฟฟ้าจากผู้ผลิตเอกชนรายใหญ่ที่จะป้อนไฟฟ้าเข้าระบบส่งเดียวกัน

นี่คือการปิดกั้นเพื่อปูทางสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์

เอ็นจีโอรายนี้ยังให้ความเห็นว่า 15 ปี
ไม่ต้องสร้างโรงไฟฟ้าใหม่
ถ้ารัฐเปิดให้ Cogen เข้ามาเต็มที่
และสนับสนุนพลังงานหมุนเวียนเข้ามา
โดยไม่ต้องรอโรงไฟฟ้านิวเคลียร์อีก
15 ปีถึงจะสามารถผลิตไฟฟ้าได้

เมื่อพูดถึงพลังงานนิวเคลียร์
เธอบอกว่าไม่ใช่ไม่มีความเสี่ยงด้านเชื้อเพลิงและราคา

ปัจจุบันมีความต้องการใช้ยูเรเนียมของโลกปริมาณสูงกว่าการผลิต

ขณะที่ปริมาณสำรองของยูเรเนียมมีจำกัด หลังจากปี 2548
ราคายูเรเนียมเพิ่มขึ้น ปัจจุบันราคาประมาณ 40 ดอลลาร์สหรัฐต่อกิโลกรัม
แนวโน้มมีราคาสูงขึ้นเรื่อย ๆ

ไม่ต่างจากราคาก๊าซและน้ำมัน

แสดงให้เห็นว่าการใช้ยูเรเนียมไม่ลดการพึ่งพิงการนำเข้าพลังงาน
เพราะเรานำเข้า 100%
ข้ออ้างสำคัญของรัฐบาลว่าเป็นพลังงานราคาถูก
ต้นทุนการผลิตเพียง 2.08 บาทต่อหน่วย
จึงไม่ใช่ความจริง
"การคิดต้นทุนดังกล่าวไม่มีที่มาที่ไปของการคำนวณ

ขาดความน่าเชื่อถือและไม่สอดคล้องข้อมูลจากต่างประเทศ
ยังไม่รวมเงินอุดหนุนของรัฐบาลในการวิจัยและพัฒนาอุตสาหกรรมนิวเคลียร์
ซึ่งมาจากเงินภาษีประชาชน
ไม่รวมต้นทุนผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและสังคม

หรือมีการลดมาตรฐานความปลอดภัยเพื่อประหยัดต้นทุน
ถ้าถูกจริง รัฐควรเปิดเผยสมมติฐานการคำนวณเพื่อพิสูจน์ข้อกังขา
เพราะถ้าพิจารณารวมต้นทุนทั้งระบบ

นิวเคลียร์ไม่ถูกอย่างที่คิด"
นอกจากนี้ การชูเหตุผลการก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์
เพราะเป็นตัวเลือกสำคัญในการช่วยลดภาวะเรือนกระจก
ซึ่งทั่วโลกหันมาพึ่งพานั้น

ความจริงนิวเคลียร์ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้น้อยที่สุด เพียง 10% เท่านั้น

ขณะที่มาตรการด้านประสิทธิภาพพลังงานลดได้ 86%

ชื่นชม ยังแสดงความกังวลเกี่ยวกับเทคโนโลยีนิวเคลียร์ขั้นสูงที่บรรยายสรรพคุณว่า

เตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์รุ่นใหม่จะมีประสิทธิภาพ
ความสะอาด ความปลอดภัย
และความสามารถเพิ่มขึ้น
ซึ่งเป็นเพียงแค่เทคโนโลยีบนกระดาษ

คาดว่าจะไม่มีการผลิตเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์รุ่นที่ 4 จนกว่าปี 2573

ส่วนเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์รุ่นที่ 5 ยังอยู่ในขั้นทฤษฎีเท่านั้น

ที่ผ่านมามีหลักฐานมากมายที่ชี้ข้อบกพร่องและปัญหาของเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์รุ่นที่ 2 และ 3

ที่มีการเดินเครื่องอยู่ อย่างเทคโนโลยีนิวเคลียร์แบบ CANDU

พบว่าท่อแรงดันของเตาปฏิกรณ์แบบนี้จะแตกง่ายระบบหล่อเย็นฉุกเฉินทำงานไม่สมบูรณ์

การดำเนินงานที่ผิดพลาดทำให้แท่งเชื้อเพลิงเสียหาย เธอยังบอกด้วยว่า ใน 20 จาก 60 ประเทศ ที่อ้างว่าใช้พลังงานปรมาณูเพื่อสันติ
มีการลักลอบวิจัยเพื่อผลิตอาวุธนิวเคลียร์ และทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) ก็มีข้อจำกัด

จากข้อมูลพบว่ามีอย่างน้อย 8 ประเทศ

ซึ่งลงนามในสนธิสัญญาไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์

ที่มีโครงการผลิตอาวุธที่ละเมิดข้อตกลงดังกล่าว
หรือมีกิจกรรมผลิตอาวุธที่ได้รับอนุญาต
แต่ไม่มีการรายงานต่อ IAEA
อย่าง อียิปต์ อิรัก ลิเบีย เกาหลีเหนือ โรมาเนีย เกาหลีใต้ ไต้หวัน ยูโกสลาเวีย

"เราต้องการให้สุขภาวะ ความมั่นคงของคนไทยทั้งประเทศกว่า 60 ล้านคน
อยู่ในการจัดการของคนไม่กี่ร้อยคนอย่างนั้นหรือ
ถ้ารังสีปนเปื้อนหรือเกิดอุบัติเหตุในโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ไม่เฉพาะคนไทย
แต่สารกัมมันตรังสีแผ่ข้ามทวีป
สร้างความทุกข์ทรมานแก่ผู้คนจำนวนมหาศาล
หลายต่อหลายกรณีที่เกิดขึ้นในไทย
ไม่ว่าจะเป็นกรณีโคบอลต์ 60 ปัญหาศูนย์วิจัยนิวเคลียร์องครักษ์
ที่ผ่านมารัฐไม่เคยให้ความกระจ่าง
สิ่งเหล่านี้ล้วนเกิดจากความสะเพร่า ไม่เพียงแต่ไม่หยุด
ยังจะเดินหน้าสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่มีขนาดใหญ่กว่าเป็น 100 เท่าอีกด้วย" ชื่นชมกล่าว


พร้อมฝากทิ้งท้ายถึงคนไทยในภาวะกระแสโลกร้อนต้องรู้เท่าทัน
และรวมพลังกันเพื่อกระชากหน้ากากทุน
ที่ฉวยเอาข้ออ้างดังกล่าวสร้างความชอบธรรมในการปลุกผีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ถ่านหิน.