|
Palang Thai
|
  |
ถึงเวลา..ตั้งโรงไฟฟ้านิวเคลียร์?
ถึงเวลา..ตั้งโรงไฟฟ้านิวเคลียร์?นโยบายสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ เพื่อตอบรับกับปัญหาน้ำมันแพง และเกาะกระแสภาวะโลกร้อนที่ถูกจุดขึ้นมาชัดเจนยิ่งขึ้น ในสมัยนายปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ในรัฐบาล คมช.ชุดที่แล้ว และมีการฝากรัฐบาลชุดใหม่สานต่อพลังงานนิวเคลียร์ กลายเป็นประเด็นสนใจของสังคมไทยอีกครั้ง โครงการขนาดยักษ์ ใช้เงินลงทุนมหาศาล อนุมัติอย่างรวบรัด และให้ข้อมูลและข้อเท็จจริงเพียงด้านเดียวแก่สังคม เท่านี้ก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้คนไทยตั้งคำถามกับโครงการนี้ และก่อให้เกิดความเคลื่อนไหวของฝ่ายไม่เอาโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์เกิดขึ้นเป็นระยะๆ นับจากวันที่กระทรวงพลังงานได้วางแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า พ.ศ.2550-2564 โดยนำเสนอทางเลือกของการสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ทั้งหมด 9 แนวทาง แต่มีการสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาด 4,000 เมกกะวัตต์ อยู่ในทุกแนวทาง และในที่สุดรัฐบาลก็อนุมัติแผนดังกล่าว จัดตั้งสำนักงานพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ (สพน.) ทำการศึกษาและวิจัยเพื่อพัฒนาโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในประเทศ รวมทั้งให้ความรู้ต่อสาธารณชนในด้านความปลอดภัย โดยกำหนดช่วง 3 ปีแรกจะต้องได้คำตอบว่าจะก่อสร้างได้หรือไม่ จากนั้นรัฐบาลก็อนุมัติงบประมาณ 1,385 ล้านบาท เพื่อติดเทอร์โบการดำเนินงานในช่วงปี 2551-2554 นี้ หากผลการศึกษาที่ทำเห็นชอบโรงไฟฟ้านิวเคลียร์จะเกิดขึ้นในอีก 13 ปีข้างหน้า ด้วยเงินลงทุนอย่างต่ำแสนล้านบาท ซึ่งจะช่วยสร้างความมั่นคงทางด้านพลังงานให้ประเทศได้ มีการตั้งคำถามว่า การตัดสินใจในเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่เกินกว่า จะพิจารณาบนฐานข้อมูลเพียงด้านเดียว พลังงานนิวเคลียร์สร้างความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศได้แค่ไหน เป็นพลังงานสะอาดและช่วยแก้ปัญหาโลกร้อนจริงหรือไม่ ที่สำคัญด้านความปลอดภัยเชื่อถือได้มากน้อยเพียงใด และใครกันแน่จะได้ประโยชน์จากอภิมหาโครงการนี้ยังรอคำตอบ ยาน เบอราเนก ผู้ประสานงานรณรงค์ด้านนิวเคลียร์ กรีนพีซสากล กล่าวในงานสัมมนา "รู้เท่าทันโรงไฟฟ้านิวเคลียร์" ว่า อุตสาหกรรมนิวเคลียร์มีข้อจำกัดผลิตพลังงานไฟฟ้า เราพบว่าแต่ละปีสามารถผลิตไฟฟ้าเพิ่มเพียง 2,000 เมกกะวัตต์ ขณะที่พลังงานลมเพิ่มกำลังผลิตได้ถึง 6 เท่าของปริมาณความสามารถที่พลังงานนิวเคลียร์ผลิตได้ นอกจากนี้ ยูเรเนียมที่ใช้เป็นเชื้อเพลิงในโรงไฟฟ้านิวเคลียร์นั้นขุดมาจากเหมืองใต้ดิน ที่มีใช้ได้ประมาณ 70 ปี ในขณะที่ปัจจุบันปริมาณการใช้ยูเรเนียมอยู่ที่ 75,000 ตันต่อปี ถ้ามีการสร้างโรงไฟฟ้าเพิ่มขึ้นมากๆ คาดว่าในอีก 40 ปีข้างหน้ายูเรเนียมก็ไม่เหลือ แต่มีการโกหกคำโตจากภาคการเมือง ทั้งที่อุตสาหกรรมนิวเคลียร์ไม่ได้ให้ความมั่นคงทางพลังงาน นับตั้งแต่ปี 2548 ราคายูเรเนียมก็สูงขึ้นสามเท่า ยานบอกว่านิวเคลียร์ไม่ใช่ทางออก และไม่ช่วยแก้ปัญหาความมั่นคงทางพลังงาน ข้อมูลที่ไม่ค่อยมีการพูดกัน คือ เหมืองยูเรเนียมทั่วโลกมีบริษัทยักษ์ใหญ่ 6 แห่งเป็นเจ้าของ เป็นของประเทศแคนาดา ออสเตรเลีย รัสเซีย ยูเครน สหรัฐอเมริกา ไนจีเรีย และคาซัคสถาน ประเทศที่ใช้พลังงานนิวเคลียร์จำเป็นต้องซื้อยูเรเนียมจากประเทศผู้ผลิต ซึ่งมีไม่กี่ประเทศในโลก ทำให้แหล่งพลังงานค่อนข้างเปราะบาง ถ้าเกิดปัญหาจะไปหาแร่จากที่ไหน ความเป็นอิสระด้านการผลิตพลังงานทำไม่ได้ ขณะที่เตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์มีบริษัทเพียงแห่งเดียวในฝรั่งเศสที่ผลิตได้ แม้ว่าญี่ปุ่น สหรัฐ รัสเซีย จีน อินเดีย จะพยายามพัฒนาเทคโนโลยีของตัวเองเพื่อสร้างเตาปฏิกรณ์ขึ้นมา แต่ก็ยังไม่มีความคืบหน้า สะท้อนให้เห็นว่าอุตสาหกรรมนิวเคลียร์อยู่ในเงื้อมมือคนไม่กี่คนในโลกนี้ ผู้ประสานงานรณรงค์ด้านนิวเคลียร์คนเดิม ยังบอกอีกว่า เตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ผลิตพลูโตเนียมออกมา โดยที่พลูโตเนียม 5 กิโลกรัม สร้างระเบิดนิวเคลียร์ได้ 1 ลูก ถ้ามีพลูโตเนียมอยู่ 100 ตัน นำไปผลิตระเบิดนิวเคลียร์ติดหัวจรวดได้ 5,000 ลูกต่อปี ซึ่งเป็นเรื่องที่เสี่ยงมาก นอกจากนี้ การขนส่งวัสดุที่เป็นกัมมันตภาพรังสียังอาจเป็นเป้าจากการโจมตีของการก่อการร้าย ทำให้กัมมันตภาพรังสีมหาศาลออกสู่สิ่งแวดล้อม ยากมากที่จะรับประกันความปลอดภัยได้ ส่วนการเก็บกากนิวเคลียร์ ปัจจุบันไม่มีแหล่งฝังกากนิวเคลียร์ที่ไหนในโลกที่ถือว่าปลอดภัย กากที่ปนเปื้อนรังสีในระดับสูงจะอยู่ในโลกเป็นพันปี ถ้ามีเพิ่มมากขึ้น กากของเสียก็จะกลายเป็นมรดกมีพิษให้กับคนรุ่นต่อไป นอกจากนี้ ยังมีเรื่องงบประมาณที่บานปลาย "ยาน" บอกว่า เป็นปัญหาถาวรของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ โดยยกตัวอย่างโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้า Olkiluoto ฟินแลนด์ ยานระบุเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาด โดยรัฐบาลได้ให้ใบอนุญาตก่อสร้างเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ ปี 2548 และเริ่มสร้างในปีนั้น การก่อสร้างล่าช้าไป 2 ปี มีปัญหาการก่อสร้าง ปัญหาการเทปูน และอีกส่วนเป็นปัญหาจากการรับรองคุณสมบัติของท่อความดัน ที่จำเป็นต้องทำให้ได้ตามมาตรฐานความปลอดภัย ทำให้เงินลงทุนเพิ่มขึ้นอีกเท่าหนึ่งของงบเดิม แน่นอนว่าต้นทุนของไฟฟ้าที่ผลิตได้สูงขึ้นตามไปด้วย และที่น่าสนใจ คือ ฟินแลนด์ยังปล่อยก๊าซเรือนนกระจกเพิ่มขึ้น 16% เห็นได้ว่าไม่สามารถลดภาวะเรือนกระจกได้ เพราะมัวแต่หันไปทุ่มเทกับการสร้างเตาปฏิกรณ์ แทนที่จะแสวงหาแหล่งพลังงานหมุนเวียนที่สามารถตอบสนองความต้องการได้แน่นอนกว่า ยานบอกว่า ประเทศบางประเทศ เช่น เดนมาร์ก ออสเตรเลีย มีจุดยืนชัดที่จะไม่สร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ มีการทำประชามติกันทั้งประเทศ ยิ่งไปกว่านั้นในบางประเทศ อย่างเยอรมนี ก็มีนโยบายที่จะหยุดเดินเครื่องไฟฟ้านิวเคลียร์ทั้งหมดในอนาคต ปัจจุบันเยอรมนีมี 17 โรง ผลิตไฟฟ้า 32% แต่ห็หันมาผลิตไฟฟ้าพลังลมและน้ำ เพียงปีเดียวแสดงศักยภาพในการผลิตไฟฟ้าเท่ากับเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ 2 เตา และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ 115 ล้านตัน แม้แต่ชาวไร่ชาวนาในเยอรมนียังลุกขึ้นมาต่อต้านเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ แถมพิสูจน์ให้เห็นว่าไม่จำเป็นต้องพึ่งพลังงานนิวเคลียร์ เพราะใช้กังหันลมผลิตก็ได้ไฟฟ้าเพียงพอแล้ว ขณะที่ สายรุ้ง ทองปลอน ผู้จัดการสหพันธ์องค์กรผู้บริโภค (สอบ.) ที่ติดตามการปัดฝุ่นโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ของรัฐบาล กล่าวว่า หลายฝ่ายวิเคราะห์เบื้องหลังการอนุมัติแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า คือ รัฐสร้างภาพความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นสูงเกินไป ในแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าคาดว่าใน 15 ปีข้างหน้าประเทศจะใช้ไฟเพิ่มขึ้น 132% หรือประมาณ 3,000 เมกะวัตต์ต่อปี ซึ่งเป็นตัวเลขที่ไม่น่าจะเป็นไปได้ "กรณีโรงไฟฟ้าบ่อนอก-หินกรูด ก็จะสร้าง เพราะทำนายความต้องการใช้ไฟฟ้าในปี 2549 สูงถึง 30,000 เมกกะวัตต์ ขณะที่ตัวเลขของการใช้ไฟฟ้าในปีนั้นมีเพียง 21,000 เมกะวัตต์ การอนุมัติแผนคราวนี้ก็เช่นกัน รัฐปั่นตัวเลขการใช้ไฟฟ้า ถ้าไม่เร่งสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน นิวเคลียร์ ประเทศจะไม่มีไฟฟ้าใช้" สายรุ้งบอกถึงที่มาของการเสนอแผน เธอยังวิพากษ์ว่า การที่รัฐเสนอทางเลือกทั้งหมด 9 แนวทาง ทุกทางมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ทั้งนั้น การนำพลังงานนิวเคลียร์เข้ามาทำราวเหมือนออกมาจากกระบอกไม้ไผ่ ทั้งที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม อ้างความจำเป็นผู้ใช้ไฟและสถานการณ์โลกร้อน เป็นการปิดหูปิดตาประชาชนให้ต้องรับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์อย่างเดียว ที่สำคัญ คือ ขาดการมีส่วมร่วมของประชาชน ทำให้แก้ปัญหาไม่ตรงจุดและเกิดการต่อต้านอยู่เรื่อยไป และแทนที่จะทุ่มเม็ดเงินกว่าพันล้านที่ใช้ศึกษาวิจัยพลังงานนิวเคลียร์ในระยะแรกมาดำเนินการส่งเสริมพลังงานสะอาด และพลังงานหมุนเวียนอย่างจริงจัง จะช่วยลดภาวะโลกร้อนได้จริงยิ่งกว่า แต่รัฐกลับไม่ทำ นอกจากนี้ แผนตั้งแต่ปี 2551 จนถึงปี 2563 ที่เดินเครื่องโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ มีงบประมาณรวม 2 ล้านล้านบาท เป็นเม็ดเงินที่ดึงดูดใจ รวมทั้งธุรกิจไฟฟ้าที่มีการประกันกำไร นั่นหมายความว่า ใครก็อยากกระโจนเข้ามา เรามีบทเรียนที่เคยเกิดขึ้นซึ่งสะท้อนให้เห็นการส่งเสริมการคอรัปชั่น ตลอดจนผลประโยชน์ทับซ้อนในกิจการไฟฟ้าและกิจการพลังงาน การก่อสร้างโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ที่เกิดขึ้นในประเทศไทยจะเป็นเรื่องการผูกขาดผลประโยชน์ที่มีกลุ่มธุรกิจ ข้าราชการ และนักการเมืองบางกลุ่ม เข้ามาเกี่ยวข้องอยู่เสมอ ชื่นชม สง่าราศรี กรีเซน จากพลังไท เป็นนักวิจัยอิสระด้านพลังงานคนหนึ่งที่ร่วมแลกเปลี่ยนในเวทีนี้ เพราะรู้สึกว่านโยบายโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เต็มไปด้วยเรื่องที่ต้องตรวจสอบ เธอบอกว่าแผนงานโครงการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เตรียมการ 15 ปี แบ่งเป็น 5 ระยะ ตอนนี้อยู่ในระยะที่ 1 เตรียมเริ่มโครงการ เตรียมการตัดสินใจ ระยะเวลา 3 ปี ช่วงปี 2551-2554 โดยมีการอนุมัติงบตั้ง สพน.แล้ว 75 ล้านบาท ขณะที่ค่าใช้จ่ายรวม 3 ปี อยู่ที่ 1,345 ล้านบาท มีแผนงานสำรวจสถานที่ที่มีศักยภาพในการก่อสร้าง และการสร้างความรู้ ความเข้าใจ ทำให้ประชาชนยอมรับพลังงานนิวเคลียร์ ตนเห็นว่าสังคมไทยต้องร่วมตัดสินบนข้อมูลที่รอบด้าน เธอบอกการที่รัฐบาลอ้างพลังงานนิวเคลียร์จำเป็นต่อความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ ถ้าไม่เลือกพลังงานนิวเคลียร์ไฟฟ้าไม่พอใช้ ทั้งที่ในความเป็นจริงพบว่าการใช้พลังงานไฟฟ้าของปีที่แล้วเพิ่มขึ้นเพียง 3.3% ในขณะที่ค่าพยากรณ์ทำนายไว้ 6.14% นอกจากนี้ไฟฟ้าจากเอกชนรายเล็ก (SPP) ที่ใช้ระบบผลิตไฟฟ้าและไอน้ำร่วมกัน (Cogeneration) และพลังงานหมุนเวียนมีมากกว่าที่คิด แต่รัฐกลับปิดประตูไม่รับซื้อ ชื่นชมแจกแจงอีกว่า ปีที่แล้วปีเดียวมี SPP เสนอขาย 435 เมกกะวัตต์ Cogen 2,416 เมกะวัตต์ ส่วน VSPP ปริมาณขาย 800 เมกกะวัตต์ รวมปี 2550 เสนอขาย 3,651 เมกะวัตต์ กำลังผลิตแทบจะเท่าโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ 1 โรง มีศักยภาพ cogen มากมาย แต่มติ กพช. เมื่อ 27 สิงหาคม 2550 ให้ กฟผ.ยุติการรับข้อเสนอการขายไฟฟ้าจาก SPP ระบบ Cogen ตั้งแต่วันที่ 31 สิงหาคม 2550 เป็นต้นไป ตามด้วยมติ กพช. 16 พฤศจิกายน 2550 ที่ระบุไม่สามารถรับซื้อไฟฟ้าของโครงการ SPPได้ทั้งหมด เพราะข้อจำกัดระบบสายส่ง และรอเปิดรับไฟฟ้าจากผู้ผลิตเอกชนรายใหญ่ที่จะป้อนไฟฟ้าเข้าระบบส่งเดียวกัน นี่คือการปิดกั้นเพื่อปูทางสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ เอ็นจีโอรายนี้ยังให้ความเห็นว่า 15 ปี ไม่ต้องสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ ถ้ารัฐเปิดให้ Cogen เข้ามาเต็มที่ และสนับสนุนพลังงานหมุนเวียนเข้ามา โดยไม่ต้องรอโรงไฟฟ้านิวเคลียร์อีก 15 ปีถึงจะสามารถผลิตไฟฟ้าได้ เมื่อพูดถึงพลังงานนิวเคลียร์ เธอบอกว่าไม่ใช่ไม่มีความเสี่ยงด้านเชื้อเพลิงและราคา ปัจจุบันมีความต้องการใช้ยูเรเนียมของโลกปริมาณสูงกว่าการผลิต ขณะที่ปริมาณสำรองของยูเรเนียมมีจำกัด หลังจากปี 2548 ราคายูเรเนียมเพิ่มขึ้น ปัจจุบันราคาประมาณ 40 ดอลลาร์สหรัฐต่อกิโลกรัม แนวโน้มมีราคาสูงขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ต่างจากราคาก๊าซและน้ำมัน แสดงให้เห็นว่าการใช้ยูเรเนียมไม่ลดการพึ่งพิงการนำเข้าพลังงาน เพราะเรานำเข้า 100% ข้ออ้างสำคัญของรัฐบาลว่าเป็นพลังงานราคาถูก ต้นทุนการผลิตเพียง 2.08 บาทต่อหน่วย จึงไม่ใช่ความจริง "การคิดต้นทุนดังกล่าวไม่มีที่มาที่ไปของการคำนวณ ขาดความน่าเชื่อถือและไม่สอดคล้องข้อมูลจากต่างประเทศ ยังไม่รวมเงินอุดหนุนของรัฐบาลในการวิจัยและพัฒนาอุตสาหกรรมนิวเคลียร์ ซึ่งมาจากเงินภาษีประชาชน ไม่รวมต้นทุนผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและสังคม หรือมีการลดมาตรฐานความปลอดภัยเพื่อประหยัดต้นทุน ถ้าถูกจริง รัฐควรเปิดเผยสมมติฐานการคำนวณเพื่อพิสูจน์ข้อกังขา เพราะถ้าพิจารณารวมต้นทุนทั้งระบบ นิวเคลียร์ไม่ถูกอย่างที่คิด" นอกจากนี้ การชูเหตุผลการก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ เพราะเป็นตัวเลือกสำคัญในการช่วยลดภาวะเรือนกระจก ซึ่งทั่วโลกหันมาพึ่งพานั้น ความจริงนิวเคลียร์ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้น้อยที่สุด เพียง 10% เท่านั้น ขณะที่มาตรการด้านประสิทธิภาพพลังงานลดได้ 86% ชื่นชม ยังแสดงความกังวลเกี่ยวกับเทคโนโลยีนิวเคลียร์ขั้นสูงที่บรรยายสรรพคุณว่า เตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์รุ่นใหม่จะมีประสิทธิภาพ ความสะอาด ความปลอดภัย และความสามารถเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นเพียงแค่เทคโนโลยีบนกระดาษ คาดว่าจะไม่มีการผลิตเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์รุ่นที่ 4 จนกว่าปี 2573 ส่วนเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์รุ่นที่ 5 ยังอยู่ในขั้นทฤษฎีเท่านั้น ที่ผ่านมามีหลักฐานมากมายที่ชี้ข้อบกพร่องและปัญหาของเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์รุ่นที่ 2 และ 3 ที่มีการเดินเครื่องอยู่ อย่างเทคโนโลยีนิวเคลียร์แบบ CANDU พบว่าท่อแรงดันของเตาปฏิกรณ์แบบนี้จะแตกง่ายระบบหล่อเย็นฉุกเฉินทำงานไม่สมบูรณ์ การดำเนินงานที่ผิดพลาดทำให้แท่งเชื้อเพลิงเสียหาย เธอยังบอกด้วยว่า ใน 20 จาก 60 ประเทศ ที่อ้างว่าใช้พลังงานปรมาณูเพื่อสันติ มีการลักลอบวิจัยเพื่อผลิตอาวุธนิวเคลียร์ และทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) ก็มีข้อจำกัด จากข้อมูลพบว่ามีอย่างน้อย 8 ประเทศ ซึ่งลงนามในสนธิสัญญาไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ ที่มีโครงการผลิตอาวุธที่ละเมิดข้อตกลงดังกล่าว หรือมีกิจกรรมผลิตอาวุธที่ได้รับอนุญาต แต่ไม่มีการรายงานต่อ IAEA อย่าง อียิปต์ อิรัก ลิเบีย เกาหลีเหนือ โรมาเนีย เกาหลีใต้ ไต้หวัน ยูโกสลาเวีย "เราต้องการให้สุขภาวะ ความมั่นคงของคนไทยทั้งประเทศกว่า 60 ล้านคน อยู่ในการจัดการของคนไม่กี่ร้อยคนอย่างนั้นหรือ ถ้ารังสีปนเปื้อนหรือเกิดอุบัติเหตุในโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ไม่เฉพาะคนไทย แต่สารกัมมันตรังสีแผ่ข้ามทวีป สร้างความทุกข์ทรมานแก่ผู้คนจำนวนมหาศาล หลายต่อหลายกรณีที่เกิดขึ้นในไทย ไม่ว่าจะเป็นกรณีโคบอลต์ 60 ปัญหาศูนย์วิจัยนิวเคลียร์องครักษ์ ที่ผ่านมารัฐไม่เคยให้ความกระจ่าง สิ่งเหล่านี้ล้วนเกิดจากความสะเพร่า ไม่เพียงแต่ไม่หยุด ยังจะเดินหน้าสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่มีขนาดใหญ่กว่าเป็น 100 เท่าอีกด้วย" ชื่นชมกล่าว พร้อมฝากทิ้งท้ายถึงคนไทยในภาวะกระแสโลกร้อนต้องรู้เท่าทัน และรวมพลังกันเพื่อกระชากหน้ากากทุน ที่ฉวยเอาข้ออ้างดังกล่าวสร้างความชอบธรรมในการปลุกผีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ถ่านหิน. |