“โรงไฟฟ้านิวเคลียร์” บนแผ่นดินไทย ทางรอดสุดท้ายของวิกฤตพลังงาน ? (2)
สารคดี ฉบับที่ 275 มกราคม 2551 ปีที่ 23
Jan 1, 2008
by สุเจน กรรพฤทธิ์
“โรงไฟฟ้านิวเคลียร์” บนแผ่นดินไทย ทางรอดสุดท้ายของวิกฤตพลังงาน ?

คัดค้าน

ดร. เดชรัต สุขกำเนิด
อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร

* พลังงานนิวเคลียร์เป็นทางเลือกหนึ่งในการแก้วิกฤตพลังงาน แต่ไม่เห็นด้วยกับแผน PDP 2007 ที่ไม่โปร่งใส ทั้งยังมีการให้ข้อมูลเพียงด้านเดียวแก่ประชาชน

* ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานนิวเคลียร์ไม่แน่ว่าจะมีราคาถูกจริง

* พลังงานนิวเคลียร์ไม่ใช่สูตรสำเร็จของการลดภาวะโลกร้อน พลังงานหมุนเวียนก็เป็นทางเลือกในการลดภาวะโลกร้อนเช่นกัน

* เทคโนโลยีนิวเคลียร์มีความเสี่ยงสูงเมื่อเทียบกับเทคโนโลยีพลังงานทางเลือกอื่นๆ ทั้งยังก่อให้เกิดความขัดแย้งกับชาวบ้าน และสร้างพื้นที่อันตรายโดยไม่จำเป็น

* พลังงานทางเลือกอื่นๆ หากนำมาใช้ร่วมกับมาตรการประหยัดพลังงานอย่างจริงจัง จะทำให้ความต้องการใช้ไฟฟ้าลดลงและไม่จำเป็นต้องสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์

“ผมยอมรับว่าโรงไฟฟ้านิวเคลียร์คือทางเลือกหนึ่งในการแก้ปัญหาพลังงาน แต่การที่รัฐบาลบอกว่า
จำเป็นต้องมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์นั้นผมไม่เห็นด้วย เพราะกระบวนการวางแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทยระยะยาว (PDP 2007) ที่ผ่านมา แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลไม่เชื่อมั่นในพลังปัญญาของสังคมไทยที่จะหาทางออกร่วมกัน โครงการสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ๔,๐๐๐ เมกะวัตต์ยังมีที่มาน่าสงสัย เพราะปรากฏโรงไฟฟ้านิวเคลียร์อยู่ในแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าระยะยาวทั้ง ๙ ทางเลือกที่ถูกยกขึ้นมาให้เลือกก่อนการตัดสินใจ แปลว่าเลือกอย่างไรก็เจอโรงไฟฟ้านิวเคลียร์
แน่นอน สิ่งที่สังคมไทยต้องการคือข้อมูลทั้งสองด้าน เรากำลังเผชิญวิกฤตพลังงาน ต้องนำเข้าน้ำมันปีละหลายแสนล้านบาท จึงน่าจะมีทางเลือกที่หลากหลายและลงมือศึกษาทุกแนวทาง ไม่ใช่เอาทางเลือกหนึ่งกันท่าทางเลือกอื่นๆ เช่นนี้

“การสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในต่างประเทศสำคัญถึงขั้นต้องลงประชามติ ในออสเตรียประชาชนลงมติว่าไม่ต้องการ ขณะที่บ้านเราแค่ทางเลือกรัฐยังไม่มีให้ อ้างว่านี่เป็นแค่การศึกษาเบื้องต้น การพูดเช่นนี้ถูกครึ่งเดียว เหตุผลคือถ้าทำตามแผน PDP 2007 กว่าจะถึงปี ๒๕๖๓ ที่คาดว่าโรงไฟฟ้านิวเคลียร์จะเข้าสู่ระบบ พลังงานทางเลือกอื่นๆ ก็จะไม่ได้รับความสนใจและไม่ถูกหยิบมาพัฒนาอย่างแน่นอน ซึ่งไม่ใช่วิธีที่ถูกต้อง

“ที่ผมไม่เห็นด้วยอีกอย่างคือการให้ข้อมูลครึ่งเดียวของรัฐ เช่นบอกว่าทุกประเทศทั่วโลกมุ่งสู่การสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ แต่ข้อมูลจากทบวงพลังงานโลก (International Energy Agency-IEA) และกรีนพีซบอกเราว่า โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ๔๓๙ แห่งในโลกที่เดินเครื่องอยู่ขณะนี้ ส่วนใหญ่เกิดขึ้นในช่วงทศวรรษ ๑๙๗๐-๑๙๘๐ หลังจากนั้นการก่อสร้างก็ลดลงจนปี ๒๕๔๗-๒๕๔๘ มีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เข้าสู่ระบบทั่วโลก ๔-๕ แห่งต่อปีเท่านั้น ประเทศที่มีโครงการสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ใหม่ๆ ช่วงนี้เป็นประเทศเอเชียเกือบหมด ยุโรปตะวันตกมีประเทศเดียว คือฟินแลนด์ ที่เยอรมนีมีการออกกฎหมายยกเลิก ดึงโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ออกจากระบบก่อนสิ้นอายุงาน ที่เดนมาร์กประชาชนตัดสินใจลงมติไม่สร้าง ผมไม่ได้เล่าเรื่องนี้เพื่อแย้งว่าไทยจึงไม่ควรสร้าง เพราะผมเชื่อว่าแต่ละประเทศย่อมมีเหตุผลของตนเอง อาทิ เดนมาร์กบอกว่าไม่เป็นธรรมที่จะให้คนกลุ่มหนึ่งรับความเสี่ยงขณะที่คนอีกกลุ่มได้ประโยชน์ อีกทั้งระบบไฟฟ้าเขาเป็นแบบกระจายศูนย์ มีหน่วยผลิตไฟฟ้าย่อยทั่วประเทศ มีความมั่นคงระดับหนึ่ง และคนต่อต้านโรงไฟฟ้านิวเคลียร์มานาน แต่ในทางกลับกัน กรณีฝรั่งเศสพึ่งโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ผลิตไฟฟ้าถึงร้อยละ ๘๐ ผมจึงไม่อยากให้รัฐบาลไทยบอกว่าทั่วโลกมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ๔๓๙ แห่งเพื่อบอกว่าควรสร้างได้แล้ว เพราะแนวคิดเช่นนี้ไปกันไม่ได้กับแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง ถ้าเช่นนั้นทำไมไม่ดูบราซิลที่ทำเรื่องเอทานอลจนประสบความสำเร็จบ้าง

“ต้นทุนผลิตไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ก็ไม่แน่ว่าจะถูกจริง รัฐบาลไม่มีการให้ข้อมูลมากไปกว่าว่าต้นทุนค่าไฟฟ้า ๒.๐๘ บาทต่อหน่วย โดยไม่บอกว่าคิดจากฐานข้อมูลอะไร แต่ข้อมูลจาก IEA ก็บอกว่าโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ต้องลงทุนสูงและมีปัจจัยแปรผันมาก ดังนั้นต้องถามว่า หนึ่ง ค่าก่อสร้างคำนวณจากอะไร กรณีของไทยถ้าบอกว่าใช้เทคโนโลยีที่ยังไม่มีในตลาด สงสัยว่าอ้างอิงราคาจากอะไร สอง ค่าเสียโอกาสของเงินลงทุน ทางเศรษฐศาสตร์เรียกสิ่งนี้ว่า “อัตราคิดลด” ลงทุนวันนี้มีผลในอนาคตมากมายที่มากระทบแสดงให้เห็นจากอัตราดอกเบี้ย อัตราคิดลดนี้ถ้าสูงไม่เกิน ๕ เปอร์เซ็นต์ พลังงานนิวเคลียร์จะแข่งกับเชื้อเพลิงแบบอื่นได้ แต่ถ้าขึ้นถึง ๑๐ เปอร์เซ็นต์แข่งไม่ได้ เพราะค่าไฟต่อหน่วยจะแพงกว่า รัฐบาลไม่เคยตอบเรื่องนี้ ที่ผ่านมาในต่างประเทศอัตราคิดลดบางแห่งสูงถึง ๑๕ เปอร์เซ็นต์ แถมยังเคยมีกรณีงบประมาณบานปลาย (cost overrun) ในสหรัฐอเมริกา อังกฤษ อินเดีย คือเงินลงทุนจริงเกินงบประมาณที่ตั้งไว้ ๓ เท่า ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นอาจมาจากกรณีสร้างไปแล้วพบว่าต้องเพิ่มสเปกเพื่อความปลอดภัย หรือทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) พบว่ามีอุบัติเหตุกับที่อื่นๆ แล้วสั่งให้เพิ่มมาตรฐาน ดังนั้นบางแห่งสร้างไปถึงร้อยละ ๘๐ แล้วต้องหยุดเลยก็มี ยังมีต้นทุนการกำจัดกากนิวเคลียร์ที่ยังไม่รู้เลยว่าจะใช้วิธีใด ยังมีต้นทุนการรื้อถอนที่จะเกิดขึ้นใน ๔๐-๖๐ ปีข้างหน้า มันอาจแพงขึ้น ความเสี่ยงด้านสังคม สิ่งแวดล้อม ปัจจัยเหล่านี้อาจทำให้ราคาต่อหน่วยสูงเกินกว่า ๒.๐๘ บาทก็เป็นได้

“ทีนี้ใครจะจ่ายต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ระบบไฟฟ้าไทยกำหนดให้ผู้บริโภคจ่ายค่าไฟฟ้าให้ได้อัตราตอบแทนจากการลงทุน แปลว่าคนใช้ไฟฟ้าต้องจ่าย คนลงทุนไม่ต้องรับผิดชอบ ตรงนี้ยังขึ้นอยู่กับว่ารัฐบาลทำสัญญาก่อสร้างโรงไฟฟ้าแบบไหนกับเอกชน ที่ผ่านมานิยมทำแบบเทิร์นคีย์ คือ เหมาให้เอกชนสร้างจนเสร็จ ราคาเท่าไรเท่านั้น ถ้าสร้างได้ถูกกว่างบประมาณที่ตั้งไว้เอกชนก็ได้กำไร คำถามคือเราทำสัญญาแบบไหน ในฟินแลนด์ไม่มีการเปิดเผยว่าจ้างเอกชนอย่างไร ในบ้านเราก็น่าเป็นห่วงเพราะมีประสบการณ์จากเขื่อนปากมูลที่บอกว่าต้นทุน ๓ พันล้าน แต่พอสร้างจริงเพิ่มเป็น ๖,๖๐๐ ล้านบาทมาแล้ว

“การคิดต้นทุนในการผลิตพลังงานมี ๓ ส่วน สองส่วนแรกคือต้นทุนการผลิต กับอีกส่วนคือต้นทุนจากผลกระทบภายนอก ดังนั้นเวลาพูดว่าทางเลือกนี้แพงหรือถูก ต้องดูว่ารวมต้นทุนจาก
ผลกระทบภายนอกเข้าไปด้วยหรือไม่ เช่น โรงไฟฟ้าถ่านหินมีคนรอบโรงไฟฟ้าต้องเจ็บป่วย โรงไฟฟ้านิวเคลียร์คงต้องมีคนกลุ่มหนึ่งแบกรับความเสี่ยงไปหลายสิบหลายร้อยปี พลังงานหมุนเวียนก็มีต้นทุนเช่นนี้ แต่สิ่งสำคัญคือต้นทุนภายนอกที่ต้องจ่ายมีไม่มาก แม้ว่าในช่วง ๗ ปีจะต้องลงทุนมากกว่า เช่น พลังงานชีวมวล (Biomass) ซึ่งมีต้นกำเนิดจากแกลบ ชานอ้อย ฯลฯ ขณะนี้ต้นทุนผลิตไฟฟ้าอยู่ที่ ๒-๓ บาทต่อหน่วย แข่งขันได้ ส่วนก๊าซชีวภาพจากมูลสัตว์ ขยะ น้ำเสีย ต้นทุนในแง่ผลกระทบภายนอกติดลบ เพราะสร้างประโยชน์ให้สังคม นำขยะมาใช้ประโยชน์ หรือโรงไฟฟ้าพลังน้ำขนาดเล็ก ผลกระทบภายนอกติดลบเช่นกัน เพราะไม่ต้องสร้างเขื่อนขนาดใหญ่ ลดการสูญเสีย
พื้นที่ป่า พลังงานหมุนเวียน ๓ ชนิดนี้แข่งขันในตลาดพลังงานได้ทันทีโดยไม่ต้องอาศัยเงินอุดหนุนจากรัฐมากนัก

“คำถามอีกข้อคือเรากำลังจ่ายค่าไฟฟ้าให้ใคร ถ้าสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ต้องนำเข้ายูเรเนียม จ่ายค่าก่อสร้าง ค่าเทคโนโลยี ส่งคนไปเรียน ถ้าผลิตไฟฟ้าขายได้หน่วยละ ๒.๐๘ บาทจริง ใน ๒.๐๘ บาทนี้จะเก็บไว้ในประเทศได้กี่สตางค์ จ้างคนงานได้กี่คน เมื่อเทียบกับการส่งเสริมพลังงานหมุนเวียน อาทิ ก๊าซชีวภาพ คนไทยทำได้เองทุกขั้นตอน อุปกรณ์ทุกอย่างผลิตในประเทศ อีก ๑๐ ปีข้างหน้า ลาว กัมพูชา คงอยากส่งเสริมพลังงานชนิดนี้ เราก็ไปลงทุนได้ ถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องพ้นจาก
การเป็นผู้บริโภคอย่างเดียว

“โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ช่วยลดภาวะโลกร้อนนั้นก็ไม่ถูกทั้งหมด เพราะการได้มาของยูเรเนียมนั้นมีหลายขั้นตอน มีการปล่อยก๊าซซึ่งส่งผลกระทบกับภาวะโลกร้อนเช่นกัน แต่มีประเด็นอื่นๆ อีกมากที่ต้องเปรียบเทียบกับพลังงานหมุนเวียน พลังงานนิวเคลียร์ไม่ใช่สูตรสำเร็จในการลดภาวะโลกร้อน การใช้พลังงานหมุนเวียนชนิดอื่นๆ ก็ลดภาวะโลกร้อนได้เช่นกัน

“ที่ผ่านมารัฐบาลพูดถึงพลังงานหมุนเวียนชนิดอื่นๆ แบบแยกส่วนแล้วบอกว่าแพง ทดแทนความต้องการไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นได้ยากเพราะไม่มีศักยภาพ แต่ผมมองว่าความต้องการไฟฟ้า ๔,๐๐๐ เมกะวัตต์จากพลังงานนิวเคลียร์สามารถทดแทนได้ โดยเฉพาะจากพลังงานชีวมวล ในปี ๒๕๔๒ ไทยผลิตไฟฟ้าจากพลังงานชีวมวลได้ไม่กี่ร้อยเมกะวัตต์ แต่เมื่อปี ๒๕๔๙ ทำได้ถึง ๑,๒๐๐ เมกะวัตต์ นี่แสดงว่าเรามีศักยภาพ โรงไฟฟ้าพลังงานชีวมวลที่ใหญ่ที่สุดขณะนี้ผลิตไฟฟ้าได้ ๕๐ เมกะวัตต์
เช่น โรงงานน้ำตาลที่อำเภอด่านช้าง จังหวัดสุพรรณบุรี เอาไฟฟ้าที่ผลิตจากชานอ้อยมาใช้ส่วนหนึ่ง อีกส่วนขายให้ กฟผ. และขายกากน้ำตาลให้โรงงานผลิตเอทานอลด้วย นอกจากนี้เคยมีการศึกษาศักยภาพการใช้พลังงานหมุนเวียนของไทยเสนอต่อธนาคารโลก ก็ได้ข้อมูลว่าเรามีศักยภาพผลิตพลังงานหมุนเวียนได้มากถึง ๒,๒๐๐-๒,๔๐๐ เมกะวัตต์ภายในปี ๒๕๕๔ แต่ในแผน PDP 2007 จำกัดไว้ที่ ๑,๗๐๐ เมกะวัตต์เท่านั้น

“ความปลอดภัยของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ยังน่ากังวล ต่างประเทศเคยมีอุบัติเหตุระหว่างขนส่งเชื้อเพลิง แท่งเชื้อเพลิงตกแล้วเกิดปฏิกิริยาที่อันตรายขึ้น ส่วนเตาปฏิกรณ์ผมได้ข้อมูลว่าไทยจะเลือกใช้เตาเจเนอเรชันที่ ๓ ซึ่งเครื่องแรกจะผลิตเสร็จในปี ๒๕๕๓ นี่ยังเป็นคำถามว่าเสี่ยงหรือไม่เพราะยังไม่เคยมีใครใช้งาน มองไปที่เหตุการณ์เชอร์โนบิล เตาปฏิกรณ์รุ่นใหม่ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีความเสี่ยง จากสถิติช่วง ๑๐ ปีที่ผ่านมาโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ทั่วโลกเกิดอุบัติเหตุทั้งหมด ๙ ครั้ง บ่งชี้ว่ามีความเสี่ยงสูง อุบัติเหตุมีตั้งแต่ความรุนแรงระดับ ๓ ขึ้นไป เช่น กัมมันตภาพรังสีรั่วสู่สิ่งแวดล้อม ระบบไฟสำรองไม่ทำงานทำให้ไม่สามารถควบคุมปฏิกิริยาในเตาปฏิกรณ์ได้ กรณีหลังเกิดในสวีเดนซึ่งโชคดีที่ไฟฟ้าสำรองกลับมาติดอีกครั้ง เมื่อสถิติเป็นเช่นนี้ก็ยากที่จะทำให้คนในพื้นที่ก่อสร้างยอมรับความเสี่ยง เพราะเขาต้องอยู่กับมันอีกนานแต่ประโยชน์ไม่รู้ไปตกอยู่กับใคร จากงานวิจัย ความต้องการไฟฟ้าที่เพิ่มกว่าร้อยละ ๗๐ มาจากภาคอุตสาหกรรม ประชาชนทั่วไปต้องการไฟฟ้าเพิ่มแค่ร้อยละ ๒๐-๓๐ เท่านั้น เรากำลังให้คนส่วนใหญ่มาแบกรับความเสี่ยงของคนส่วนน้อย
โดยเฉพาะคนที่อยู่ใกล้ที่ตั้งโรงไฟฟ้านั้นยิ่งเสียเปรียบ

“ปัญหาคือตอนนี้ยังไม่มีวิธีกำจัดกากนิวเคลียร์ได้อย่างสมบูรณ์ มีเพียงการเก็บในที่ปลอดภัย ที่น่ากลัวคือกากเหล่านี้มีกัมมันตภาพรังสี ยกตัวอย่างครึ่งชีวิตของยูเรเนียมคือ ๔.๕ พันล้านปี (ทุก ๔.๕ พันล้านปีสารกัมมันตรังสีในยูเรเนียมจะลดลงครึ่งหนึ่ง) หมายถึงต้องเก็บอีกนาน ไม่รวมสารกัมมันตรังสีอื่นๆ ที่ได้จากกระบวนการในเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ ซึ่งเสี่ยงต่อชีวิตลูกหลานในระยะยาว ทั่วโลกตอนนี้ก็ไม่มั่นใจเทคโนโลยีฝังกลบ แม้ที่ผ่านมาจะมีความพยายามสร้างที่เก็บกากถาวรในทะเลทรายของสหรัฐอเมริกาและออสเตรเลีย แต่ก็ไม่รู้ว่าจะถาวรตามชื่อหรือไม่ เพราะวัสดุที่หุ้มกากเหล่านี้ต้องมีอายุยืนยาวเช่นเดียวกับกาก และมนุษย์ยังไม่เคยค้นพบวัสดุอะไรที่มีอายุยืนขนาดนั้น ผมไม่สบายใจที่รัฐบาลบอกว่ากากนิวเคลียร์มีอันตรายน้อยกว่าภัยจากถ่านหิน เพราะกัมมันตภาพรังสีของมันน่ากลัวกว่ามาก

“โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ยังได้กลายเป็นจุดวิกฤตของประเทศโดยไม่ต้องรอภาวะสงคราม แค่มีอุบัติเหตุหรือการก่อการร้าย ไฟฟ้าอาจหายไปจากระบบมากพอที่จะดึงระบบไฟฟ้าของประเทศล่มไปด้วยถ้าโรงไฟฟ้านั้นมีกำลังการผลิตมาก มันยังต้องการน้ำระบายความร้อน ต้องการระบบขนส่งเชื้อเพลิงที่ปลอดภัย ดังนั้นส่วนมากจึงนิยมสร้างโรงไฟฟ้าไว้ใกล้ทะเล เพราะถ้าเกิดอะไรขึ้นกัมมันตภาพรังสีจะไหลลงทะเล นำไปสู่ข้อสันนิษฐานว่าที่ตั้งโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ของไทยน่าจะอยู่แถบจังหวัดประจวบคีรีขันธ์และชุมพร เพราะรัศมีโดยรอบร้อยละ ๕๐ เป็นทะเล ร้อยละ ๔๐ เป็นเขตพม่า ร้อยละ ๑๐ เป็นพื้นที่จังหวัดประจวบฯ กับชุมพร ผมไม่ค่อยสบายใจกับแนวคิดนี้ เพราะเท่ากับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ไม่ปลอดภัย การที่รัฐบาลบอกประชาชนว่าไม่มีความเสี่ยงจึงเป็นการส่งสัญญาณที่ไม่ถูก ถ้าจำเป็นต้องมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ รัฐบาลควรจะบอกเลยว่าจำเป็นต้องเสี่ยง และเราต้องช่วยกันวางมาตรการดูแลให้เสี่ยงน้อยที่สุด

“ผมขอเสนอให้ทำกระบวนการวางแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าระยะยาวให้โปร่งใส เราน่าจะมาร่วมกันคิดว่าจะทำอย่างไร เช่น ถ้า ๒ ปีหลังจากนี้นอกจากศึกษาเรื่องพลังงานนิวเคลียร์แล้ว เราศึกษาพลังงานทางเลือกอื่นๆ ด้วยได้หรือไม่ โดยตั้งคณะกรรมการและให้งบประมาณเท่ากันแล้วเอาข้อมูลมาให้สังคมพิจารณา ผมกำลังเสนอหลักการต่อสู้ทางความคิดบนเวทีที่มีมาตรฐาน ถ้าคุณตอบคำถามได้ดีสังคมไทยย่อมเชื่อคุณแน่

“ผมมีสูตร ๒๐ : ๒๐ ภายในปี ๒๕๖๓ เสนอแทนแผน PDP 2007 เริ่มต้นจากปีนี้เป็นต้นไป ๒๐ แรกคือชะลออัตราเพิ่มความต้องการพลังงานให้เหลือเพียงร้อยละ ๔-๕ ต่อปี หรือลดลงจากที่คาดการณ์ไว้ร้อยละ ๒๐ คือทำให้การเพิ่มนั้นเท่ากับการเติบโตของเศรษฐกิจของประเทศที่เพิ่มปีละ ๔-๕ โดยจัดการการใช้ไฟฟ้า กำหนดมาตรฐานอาคาร เปลี่ยนมาใช้อุปกรณ์ประหยัดไฟ ฯลฯ โดยเฉพาะการจัดการช่วงเวลาที่ความต้องการใช้ไฟฟ้าสูง เพราะในบ้านเราความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุดอยู่ในช่วง ๑๕ ชั่วโมงของเดือนเมษายน ตั้งเป้ากันว่าปีนี้ต้องไม่เกินเท่าไร อาจขอความร่วมมือทางโทรทัศน์ว่าในวันดังกล่าวขอให้งดกิจกรรมบางอย่าง ถ้าควบคุมตรงนี้ได้สามารถลดการใช้พลังงานได้แน่ แทนที่จะดีใจว่าทำลายสถิติอีก วิธีนี้ต้นทุนถูกกว่าผลิตพลังงานหมุนเวียนเสียอีก อย่างนี้ลดลงได้แล้ว ๑,๐๐๐-๒,๐๐๐ เมกะวัตต์

“ส่วน ๒๐ หลังคือ สร้างระบบผลิตไฟฟ้าแบบกระจายศูนย์แทนที่โรงไฟฟ้ารวมศูนย์ ระยะสั้นมุ่งไปที่พลังงานชีวมวล ก๊าซชีวภาพ โรงไฟฟ้าพลังน้ำขนาดเล็ก แล้วปรับปรุงให้โรงไฟฟ้าโรงหนึ่งผลิตทั้งไฟฟ้าและความร้อนเป็นระบบพลังงานร่วม จะทำให้การใช้พลังงานทำได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย นี่ได้อีก ๒,๐๐๐ เมกะวัตต์ขึ้นไป ส่วนระยะยาวก็พัฒนาพลังงานหมุนเวียน เช่น พลังงานชีวมวล ก๊าซชีวภาพ ได้อีกไม่ต่ำกว่า ๑,๒๐๐ เมกะวัตต์ ยังมีพลังงานลม แสงอาทิตย์ที่ต้องเริ่มทำ คือฟูมฟักมันโดยเพิ่มการใช้งานให้อยู่ในระดับที่คุ้มค่าใช้จ่าย ซึ่งตามศักยภาพพลังงานหมุนเวียนตรงนี้จะเพิ่มได้ถึง ๒,๐๐๐ เมกะวัตต์ จะเห็นว่า ๔,๐๐๐ เมกะวัตต์จากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์หายไปแล้ว ผมพบว่าถ้าใช้วิธีนี้ ในอนาคตก็ไม่ต้องสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์หรือถ่านหิน ประหยัดได้หลายแสนล้านบาท ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้จำนวนมาก

“สุดท้ายอยากถามว่า เรามีทางเลือกที่เสี่ยงน้อยกว่านี้หรือไม่ ทุกประเทศที่สร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์อยู่ภายใต้ความเสี่ยงทั้งนั้น ถ้ามีทางที่เสี่ยงน้อยกว่าแผน PDP 2007 เราจะไม่เลือกเดินไปหรือ”

ดูภาพประกอบ http://www.sarakadee.com/80/modules.php?name=Sections&op=viewarticle&artid=830