“โรงไฟฟ้านิวเคลียร์” บนแผ่นดินไทย ทางรอดสุดท้ายของวิกฤตพลังงาน ? (1)
สารคดี ฉบับที่ 275 มกราคม 2551 ปีที่ 23
Jan 1, 2008
by สุเจน กรรพฤทธิ์
“โรงไฟฟ้านิวเคลียร์” บนแผ่นดินไทย ทางรอดสุดท้ายของวิกฤตพลังงาน ?
ขณะนี้คงยากจะปฏิเสธว่าหนึ่งในวิกฤตที่สังคมไทยกำลังเผชิญอยู่คือวิกฤตพลังงาน หลังจากราคาน้ำมัน ”ต้นทุน” ของสินค้าและบริการทุกชนิดถีบตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยตั้งแต่ปี ๒๕๔๔ เป็นต้นมา ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกไต่ขึ้นจากระดับต่ำกว่า ๒๕ ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล มาจนแตะระดับ ๑๐๐ ดอลลาร์สหรัฐในปัจจุบัน ส่งผลให้ราคาสินค้าและบริการรวมถึงค่าใช้จ่ายในระบบขนส่งมวลชนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางความวิตกกันว่า หากเกิดสงครามระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิหร่าน ราคาน้ำมันอาจขึ้นไปถึงระดับ ๒๐๐ ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล !

ในสถานการณ์วิกฤตพลังงานและกระแสตื่นตัวเรื่องภาวะโลกร้อน ”โรงไฟฟ้านิวเคลียร์” ได้ถูกหยิบยกเป็นประเด็นหนึ่งในทางสาธารณะมาตลอดปี ๒๕๕๐ โดยเมื่อวันที่ ๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๐ กระทรวงพลังงานจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับ “การพยากรณ์ความต้องการไฟฟ้าและแผน PDP (Power Development Planning) ”ที่โรงแรมสยามซิตี้ แต่ก็ต้องยกเลิกไปหลังจากที่กลุ่มคัดค้านโรงไฟฟ้าถ่านหิน-นิวเคลียร์ทับสะแก กลุ่มอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมบ้านกรูด และกลุ่มรักท้องถิ่นบ่อนอก-กุยบุรี รวมตัวกันประท้วงต่อต้านแผนสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินอยู่นอกสถานที่ประชุม ต่อมากระทรวงพลังงานได้จัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นขึ้นอีกครั้งในวันที่ ๓ เมษายน ๒๕๕๐ ณ สโมสรทหารบก โดยมีทหารจำนวนมากรักษาความปลอดภัย ในครั้งนี้ได้มีการนำเสนอแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าในกรณีที่ความต้องการสูง ปานกลาง และต่ำ กรณีละ ๓ แผน รวมเป็น ๙ แผนต่อที่ประชุม

๔ มิถุนายน ๒๕๕๐ คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ก็อนุมัติ ”แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ.๒๕๕๐-๒๕๖๔“ หรือ ”PDP 2007” โดยมีโครงการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินกำลังผลิตรวม ๒,๘๐๐ เมกะวัตต์ โรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติกำลังผลิตรวม ๑๘,๒๐๐ เมกะวัตต์ ซื้อไฟฟ้าจากประเทศเพื่อนบ้าน ๕,๐๙๐ เมกะวัตต์ ส่งเสริมพลังงานหมุนเวียนทุกประเภทและซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตรายย่อย รวม ๑,๗๐๐ เมกะวัตต์ และที่สำคัญคือการระบุว่าจะสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์กำลังผลิตรวม ๔,๐๐๐ เมกะวัตต์

และมีการตั้ง ”คณะกรรมการเพื่อเตรียมการศึกษาความเหมาะสมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานนิวเคลียร์” พร้อมอนุกรรมการ ๖ ชุดภายใต้การดูแลของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่อทำการศึกษาผลดีผลเสียด้านกฎหมาย โครงสร้างพื้นฐานอุตสาหกรรมและพาณิชย์ การถ่ายทอดและพัฒนาเทคโนโลยีและทรัพยากรมนุษย์ การคุ้มครองความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อม การสื่อสารและการยอมรับของสาธารณะ และเตรียมดำเนินโครงการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ โดยใช้เวลา ๗ ปีแรกเตรียมความพร้อม และ ๖ ปีหลังในการก่อสร้าง

ในความเป็นจริงเรื่องนี้ไม่ใช่ประเด็นใหม่ เพราะในอดีตเคยมีโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในไทยมาแล้ว คือ ปี ๒๕๑๙ มีโครงการสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์กำลังผลิต ๖๐๐ เมกะวัตต์ ที่อ่าวไผ่ จังหวัดชลบุรี แต่ถูกคัดค้าน ประกอบกับมีการค้นพบก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย โครงการจึงถูกเลื่อนออกไปอย่างไม่มีกำหนด อีกครั้งหนึ่งคือปี ๒๕๒๕ สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) สำรวจพบว่าพื้นที่ ๘ แห่งบริเวณชายฝั่งทะเลอันดามัน และอ่าวไทยเหมาะสมในการสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ก่อนที่ในปี ๒๕๓๕ คณะรัฐมนตรีจะมีมติเห็นชอบแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าปี ๒๕๓๕-๒๕๔๙ ของ กฟผ. กำหนดให้สร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์กำลังผลิต ๑,๐๐๐ เมกะวัตต์ ๒ แห่ง โดยให้สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติเตรียมแผนวิจัยความปลอดภัย ปรับปรุงกฎหมาย และประชาสัมพันธ์แก่ประชาชน แต่ต่อมามีการเปลี่ยนนโยบาย โดยเปิดรับซื้อไฟฟ้าจากเอกชน จัดหาแหล่งพลังงานจากประเทศเพื่อนบ้าน โครงการจึงถูกชะลอไปอีก

ในแง่วิชาการ การนำพลังงานนิวเคลียร์มาผลิตไฟฟ้าเพิ่งประสบความสำเร็จในช่วง ๕๐ ปีที่ผ่านมานี้เอง กล่าวแบบย่นย่อโรงไฟฟ้านิวเคลียร์คือโรงไฟฟ้าพลังความร้อนที่ผลิตไฟฟ้าโดยอาศัยความร้อนจากปฏิกิริยาแตกตัวทางนิวเคลียร์ของยูเรเนียม-235 (nuclear fission reaction) แทนการใช้ความร้อนจากการเผาถ่านหินหรือก๊าซธรรมชาติ ซึ่งให้ความร้อนมหาศาลไปใช้ในกระบวนการผลิตไอน้ำแรงดันสูงที่ใช้ในการเดินเครื่องกำเนิดไฟฟ้า ทั้งนี้ปฏิกิริยาแตกตัวของยูเรเนียม-235 จะสม่ำเสมอ ทำให้ระดับการจ่ายกระแสไฟฟ้าคงที่ตลอดเวลา ไม่สามารถลดหรือเพิ่มได้เหมือนโรงไฟฟ้าอื่นๆ ที่มีการลดกำลังผลิตในช่วงที่ความต้องการใช้ไฟฟ้าต่ำได้

นักวิทยาศาสตร์พบว่า หากใช้ยูเรเนียมธรรมชาติที่มียูเรเนียม-235 ร้อยละ ๐.๗ ในองค์ประกอบจำนวน ๑ ตัน จะผลิตไฟฟ้าได้ ๔๐ ล้านกิโลวัตต์ต่อชั่วโมง ขณะที่ต้องใช้ถ่านหิน ๑๖,๐๐๐ ตัน และน้ำมัน ๘๐,๐๐๐ บาร์เรล (๑๓ ล้านลิตร) เพื่อผลิตไฟฟ้าในปริมาณเท่ากัน ที่ผ่านมามีการค้นพบแหล่งแร่ยูเรเนียมใน ๑๗ ประเทศ อาทิ แคนาดา ออสเตรเลีย แอฟริกาใต้ คาซัคสถาน ยูเครน รัสเซีย นามิเบีย ไนเจอร์ สหรัฐอเมริกา จีน

สายพานการผลิตเชื้อเพลิงนิวเคลียร์เริ่มจากการเอาแร่ยูเรเนียมจากเหมืองมาแปรสภาพให้เป็นเค้กเหลืองส(Yellow cake) นำมาผ่านกระบวนการทางเคมีได้ยูเรเนียมไดออกไซด์ (UO2) ยูเรเนียมเตตระฟลูออไรด์ (UF4) และก๊าซยูเรเนียมเฮกซะฟลูออไรด์ (UF6) ตามลำดับ ก่อนจะนำไปทำให้เข้มข้นและแปรรูปเป็นผงยูเรเนียมออกไซด์ จากนั้นจึงขึ้นรูปเป็นเม็ดเชื้อเพลิง บรรจุในแท่งเชื้อเพลิงและประกอบเป็นมัดก่อนนำไปใช้ในเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ เมื่อใช้ไประยะหนึ่งยูเรเนียม-235 จะเหลือน้อยจนไม่สามารถสร้างปฏิกิริยาได้อีก ต้องเปลี่ยนแท่งเชื้อเพลิงใหม่เข้าไปในเตาปฏิกรณ์ ส่วนแท่งเชื้อเพลิงเดิมจะถูกนำไปแช่ในบ่อน้ำเพื่อลดรังสีและความร้อน ซึ่งในแท่งเชื้อเพลิงที่ใช้แล้วจะมีผลผลิตจากการแตกตัวของยูเรเนียม-235 คือ “กากนิวเคลียร์” ที่เป็นสารแผ่กัมมันตภาพรังสีหลายชนิด อาทิ พลูโทเนียม-239 ซีเซียม-137 ไอโอดีน-131 ฯลฯ

แท่งเชื้อเพลิงนี้มักถูกนำไปเก็บไว้ในที่ปลอดภัยหรือนำเข้าสู่กระบวนการสกัดยูเรเนียม พลูโทเนียม กลับมาใช้อีก แต่ก็ยังไม่มีวิธีการกำจัดกากนิวเคลียร์อย่างสมบูรณ์นอกจากเก็บไว้ในที่ปลอดภัยไม่ให้กัมมันตภาพรังสีรั่วไหล สถาบันวิทยาศาสตร์แห่งชาติสหรัฐอเมริกาเคยประเมินว่า ปัจจุบันในสหรัฐฯ มีกากนิวเคลียร์สะสมเกินความสามารถกักเก็บถึง ๓๐ เท่า

ปัจจุบันโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ทั่วโลกส่วนใหญ่มีเตาปฏิกรณ์ ๓ แบบ คือ เตาปฏิกรณ์น้ำเดือดส(Boiling Water Reactor-BWR) เตาปฏิกรณ์ความดันสูง (Pressurized Water Reactor-PWR) และเตาปฏิกรณ์น้ำมวลหนัก (Pressurized Heavy Water Reactor-PHWR) ซึ่งแตกต่างกันในแง่เทคนิค และที่ผ่านมามีการพัฒนาเตาปฏิกรณ์ไปทั้งหมด ๓ รุ่น คือ รุ่นที่ ๑ เป็นเตาปฏิกรณ์ที่พัฒนาจากเตาปฏิกรณ์ทางทหาร เช่น เตาปฏิกรณ์ในเรือดำน้ำ รุ่นที่ ๒ เป็นเตาปฏิกรณ์ที่ออกแบบให้ใช้เชิงพาณิชย์ มีใช้อยู่ในปัจจุบัน ส่วนรุ่นที่ ๓ พัฒนามาจากรุ่นที่ ๒ ปัจจุบันมีการใช้งานแล้ว ๓ เครื่องที่ญี่ปุ่นและอยู่ระหว่างการพัฒนากว่า ๒๐ แบบ นอกจากนี้ยังมีเตาปฏิกรณ์รุ่นที่ ๔ อยู่ในระหว่างการวิจัย ทั้งนี้เตาปฏิกรณ์รุ่นใหม่ๆ จะถูกออกแบบให้มีความปลอดภัยกว่ารุ่นก่อนๆ

ประเด็นที่ถกเถียงในขณะนี้คือ เมืองไทยพร้อมมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์หรือไม่ และนี่คือทางเลือกที่ดีที่สุดในการฝ่าวิกฤตพลังงานจริงหรือ เนื่องจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ต้องใช้มาตรฐานการดำเนินการที่เข้มงวด ด้วยถ้าเกิดอุบัติเหตุในขั้นตอนใดก็ตาม ผลที่ตามมาจะอันตรายอย่างยิ่ง เช่น กรณีเตาปฏิกรณ์หมายเลข ๔ ของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เชอร์โนบิล สหภาพโซเวียต (ปัจจุบันอยู่ในประเทศยูเครน) เกิดระเบิดขึ้นหลังทดลองระบบหยุดเดินเครื่องฉุกเฉินสเมื่อวันที่ ๒๖ เมษายน ๒๕๒๙ ส่งผลให้เจ้าหน้าที่เสียชีวิตทันที ๓๐ คน ประชาชนเสียชีวิตราว ๓๐๐ คน กัมมันตภาพรังสีจำนวนมาก อาทิ ไอโอดีน-131 ซีเซียม-137 พลูโทเนียม-239 และสโตรเนียม-90 กระจายออกสู่บรรยากาศ
ครอบคลุมพื้นที่ใกล้เคียงและแพร่ไปทั่วยุโรป ตัวเลขที่มีการเผยแพร่เร็วๆ นี้ระบุว่ามีผู้เสียชีวิตจากอุบัติภัยดังกล่าวเพิ่มขึ้นอีก ๒ แสนคนในปี ๒๕๔๓-๒๕๔๗ ล่าสุดทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (International Atomic Energy Agency-IAEA) ยังออกมาระบุว่ามีผู้เสียชีวิตเพิ่มอีกถึง ๔,๐๐๐ คน

ตั้งแต่ต้นปี ๒๕๕๐ ดร. ปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ดร.กอปร กฤตยากีรณ ที่ปรึกษา รมว. กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ประธานกรรมการเพื่อเตรียมการศึกษาความเหมาะสมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานนิวเคลียร์ ได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนว่า โรงไฟฟ้านิวเคลียร์รุ่นใหม่ปลอดภัย และทั่วโลกมุ่งสู่การสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ซึ่งถ้าเกิดอุบัติเหตุ ”วิศวกรโยกสวิตช์ตัวเดียวก็เดินออกจากโรงงานได้เลย เพราะเครื่องจะปิดโดยอัตโนมัติ ไม่มีการหลอมละลายหรือระเบิด” (เอเอสทีวี ๒๙ ส.ค. ๒๕๕๐) ทั้งยังมีต้นทุนผลิตไฟฟ้าถูกกว่าพลังงานชนิดอื่นๆ คือ ๒.๐๘ บาทต่อหน่วย และไม่ก่อก๊าซเรือนกระจก ในขณะที่พลังงานหมุนเวียน อาทิ พลังงานลม
พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานชีวมวล ต่างก็มีต้นทุนสูงและไม่มีศักยภาพพอในการเสริมความมั่นคงของระบบไฟฟ้าภายในประเทศแต่ก็ยืนยันจะส่งเสริมต่อไป

นอกจากนี้ยังมีการระบุสถานที่ตั้งโรงไฟฟ้านิวเคลียร์จาก ศ. ดร. ยงยุทธ ยุทธวงศ์ รมว. กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ในงานแถลงข่าว ”โครงการพัฒนาแหล่งเรียนรู้ ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีนิวเคลียร์” เมื่อวันที่ ๑๑ กรกฎาคม ๒๕๕๐ ว่า ”สถานที่ก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ต้องอยู่ริมทะเล จะเป็นที่ใดยังไม่ระบุชัดเจน เบื้องต้น ๓ จังหวัด คือ สุราษฎร์ธานี ระนอง และชุมพร ก็อยู่ในข่ายศึกษาความเหมาะสมเช่นกัน”

ขณะที่ฝ่ายคัดค้าน ได้แก่ นักวิชาการด้านพลังงาน องค์กรพัฒนาเอกชน องค์กรภาคประชาชน ตั้งข้อสังเกตว่าแผน PDP 2007 มีความไม่ชอบมาพากล เนื่องจากทั้ง ๙ แผนที่เสนอในขั้นตอนรับฟังความคิดเห็นครั้งสุดท้ายมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ปรากฏอยู่ทุกแผน ทั้งยังมีการนำทหารมารักษาความปลอดภัยนับร้อย นอกจากนี้โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ยังมีต้นทุนก่อสร้างที่ไม่แน่นอน มีความเสี่ยงในการดำเนินการ อีกทั้งปัญหาเรื่องกากนิวเคลียร์ที่ยังไม่มีระบบกำจัดที่ชัดเจน โดยเสนอว่าหากมีการวิจัยพลังงานหมุนเวียนอย่างจริงจัง พลังงานหมุนเวียนจะเสริมความมั่นคงให้กับระบบไฟฟ้าได้แน่นอน ทั้งนี้เมื่อรวมกับการจัดการการใช้ไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพแล้ว จะส่งผลให้ในระยะยาวประชาชนไม่ต้องรับความเสี่ยงจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ซึ่งถือเป็นทางเลือกที่ดีกว่า

แต่ในที่สุดคณะรัฐมนตรีชุด พล.อ. สุรยุทธ์ จุลานนท์ ก็มีมติเห็นชอบแผนจัดตั้งโครงสร้างพื้นฐานเพื่อการผลิตโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ เมื่อวันที่ ๓๐ ตุลาคม ๒๕๕๐ โดยกำหนดภารกิจ ๕ ประการ คือ ๑. ให้ กฟผ. รับผิดชอบด้านการก่อสร้าง ๒. ให้ กฟผ. ศึกษารายละเอียดการก่อสร้าง ๓. ให้ตัดสินใจภายในปี ๒๕๕๔ ๔. ตั้ง ”สำนักงานพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์” ภายใต้สังกัดกระทรวงพลังงาน ๕. อนุมัติงบประมาณ ๑,๘๐๐ ล้านบาทให้ใช้ในการบริหารจัดการในระยะเวลา ๓ ปี (มติชน ๘ พ.ย. ๒๕๕๐) และในวันที่ ๒๐ พฤศจิกายน ๒๕๕๐ ครม. ก็เห็นชอบร่าง พ.ร.บ. พลังงานปรมาณูเพื่อสันติ พ.ศ. ...ตามที่กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเสนอ เพื่อนำเข้าสู่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ โดยกำหนดให้มี ”คณะกรรมการพลังงานปรมาณูเพื่อสันติ” มีนายกรัฐมนตรีหรือรองนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน มีผู้แทนจากหน่วยงานต่างๆ เป็นกรรมการ และมีเลขาธิการสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติเป็นเลขานุการ

ในภาวะน้ำมันแพง คงไม่มีใครปฏิเสธว่าคนไทยต้องหาทางออกเรื่องพลังงานอย่างจริงจัง เพราะปัญหานี้ส่งผลสะเทือนไปทุกภาคส่วนของสังคม ซึ่งทางออกที่ว่านั้น คงจะต้องเกิดจากการร่วมกันคิดและร่วมกันทำบนหลักการที่ถูกต้องและรอบด้านเพื่อประโยชน์แก่ประเทศชาติและประชาชนมากที่สุด


สนับสนุน
ดร. กอปร กฤตยากีรณ
ประธานกรรมการเพื่อเตรียมการศึกษาความเหมาะสม
การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานนิวเคลียร์

* ไทยจำเป็นต้องใช้พลังงานนิวเคลียร์เพื่อฝ่าวิกฤตพลังงาน แผน PDP 2007 มีที่มาที่สมเหตุสมผล และเกิดจากการมองการณ์ไกลในการเตรียมตัวใช้พลังงานนิวเคลียร์

* การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานนิวเคลียร์มีต้นทุนถูก ในขณะที่พลังงานหมุนเวียนอื่นๆ มีต้นทุนสูงและไม่มีศักยภาพพอจะทดแทนพลังงานจากฟอสซิลได้ดีเท่าพลังงานนิวเคลียร์

* การใช้พลังงานนิวเคลียร์มีส่วนช่วยลดภาวะโลกร้อน

* เทคโนโลยีนิวเคลียร์แม้ไม่ปลอดภัย ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ แต่ก็เป็นเทคโนโลยีการผลิตไฟฟ้าที่ปลอดภัยที่สุด

* การมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ไม่ได้นำไปสู่การครอบครองอาวุธนิวเคลียร์หรือสร้างพื้นที่ล่อแหลม และขณะนี้ทั่วโลกกำลังมุ่งสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เพื่อแก้วิกฤตพลังงาน

“ขณะนี้ไทยใช้ก๊าซธรรมชาติผลิตไฟฟ้าประมาณร้อยละ ๗๐ ถือว่ามีความเสี่ยงสูง อีกทั้งปริมาณ
พลังงานสำรองมีไม่มาก อีก ๒๕-๓๐ ปีก็จะหมด น้ำมันก็มีราคาแพง ก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยก็ควรสงวนไว้สำหรับอุตสาหกรรมปิโตรเคมี พลาสติก สี ยารักษาโรคที่มีความจำเป็นมากกว่า แผน PDP 2007 จึงพยายามกระจายความเสี่ยงด้วยการใช้พลังงานจากหลายแหล่ง โดยพลังงาน นิวเคลียร์ถือเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง ถ้ามองว่าในอนาคตมีโอกาสต้องสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ เราก็ต้องเริ่มเตรียมตัวกันแต่เนิ่นๆ เพราะถ้าตัดสินใจแล้ว อีก ๑๓-๑๕ ปีถึงได้ใช้ ตอนนี้คณะกรรมการฯ กำลังจัดทำแผนว่าจะต้องเตรียมโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ อาทิ ระบบกฎหมาย ระบบกำกับ ระบบเทคโนโลยี ระบบเตรียมกำลังคน หลักเกณฑ์การคัดเลือกที่ตั้ง เทคโนโลยี ผู้รับเหมา

“ผมเข้ามาเป็นกรรมการฯ ตั้งแต่เดือนเมษายน ๒๕๕๐ ทางคณะกรรมการฯ ได้มีการนำข้อมูลจากทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) ที่ดูแลมาตรฐานของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ทั่วโลกมาปรับใช้ ผมเสนอหลักการว่าจะเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะอย่างมีหลักวิชาการ ไม่ใช่พูดจากอารมณ์ความรู้สึกที่พิสูจน์ไม่ได้ กรณีที่มีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ปรากฏอยู่ทั้ง ๙ ทางเลือกในแผน PDP 2007 สะท้อนให้เห็นว่าระดับนโยบายมองว่าเราต้องคิดเรื่องพลังงานนิวเคลียร์แล้ว แผน PDP 2007 มีสถานะเป็นแผนทางเลือกที่ยืดหยุ่นได้ ไม่ได้บังคับว่า ๑๕ ปีต่อจากนี้ขยับไปใช้พลังงานอื่นไม่ได้เลย ทุกอย่างยังเปลี่ยนแปลงได้ตามสถานการณ์

“พลังงานทางเลือกอื่นๆ อย่างก๊าซชีวมวล พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม ก็ยังต้องพัฒนาต่อไป พลังงานเหล่านี้บางชนิดก็ยังปล่อยมลพิษอยู่ พลังงานลมกับแสงอาทิตย์ไม่ปล่อยมลพิษก็จริง แต่มีปัญหาคือผลิตไฟฟ้าได้น้อย ไม่ถึง ๑๐๐ เมกะวัตต์ด้วยซ้ำ ตามการคาดคะเนในอีก ๑๕ ปีข้างหน้า ไทยต้องใช้ไฟฟ้าเพิ่มปีละประมาณ ๔,๐๐๐ เมกะวัตต์ เทคโนโลยีพลังงานลมและแสงอาทิตย์ขณะนี้รองรับไม่ทันและมีต้นทุนสูง แม้จะมุ่งใช้พลังงานนิวเคลียร์เราก็ยังทิ้งการพัฒนาพลังงานพวกนี้
ไม่ได้ และยังจะต้องเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานและการหาแหล่งพลังงานอื่นๆ ทดแทนไปด้วย หากเราตั้งโจทย์ว่าถ้าขยับสัดส่วนพลังงานนิวเคลียร์เป็นศูนย์แล้ว ในปี ๒๕๖๓ ไทยต้องการใช้พลังงานไฟฟ้ามากตามที่ประมาณการจริง จะหาไฟฟ้าจากไหนมาแทน ก๊าซธรรมชาติตอนนี้ก็ดึงมาใช้เต็มอัตราแล้ว จะซื้อถ่านหินหรือน้ำมันก็แพง ซื้อก๊าซธรรมชาติจากต่างประเทศในอนาคตก็อาจต้องจ่ายค่าปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (Carbon Emission) และยังมีคำถามว่าพอกับความต้องการหรือไม่ ผู้ที่ต้องรับผิดชอบจ่ายไฟให้คนทั้งประเทศใช้ต้องหาคำตอบให้ได้ว่ามีการเตรียมความพร้อมเรื่องพลังงานในอนาคตไว้อย่างไร

“ราคาพลังงานนิวเคลียร์ขึ้นลงไม่หวือหวาเหมือนราคาน้ำมัน มันอาจจะไม่ได้ทำให้ค่าไฟฟ้าถูก แต่จะช่วยให้ราคาพลังงานมีเสถียรภาพและเพิ่มสูงช้าลงในระยะยาว ส่วนราคาน้ำมันจาก ๒๕ ดอลลาร์สหรัฐเมื่อ ๔ ปีก่อน ขณะนี้ขึ้นไปถึง ๙๐ ดอลลาร์แล้ว ในขณะที่ราคายูเรเนียมค่อนข้างคงที่เพราะแร่ยูเรเนียมกระจายอยู่ในหลายทวีป เช่น ออสเตรเลีย แคนาดา เอเชีย แอฟริกาใต้ ไม่เหมือนน้ำมันที่กระจุกอยู่ในตะวันออกกลาง และขณะนี้การสำรวจแร่ยูเรเนียมหยุดไปหลายปี หากสำรวจใหม่ก็น่าจะมีโอกาสเจอแหล่งแร่ยูเรเนียมใหม่ๆ ที่จะทำให้ราคาลดลง ราคาเชื้อเพลิงที่คงที่เช่นนี้ยังมีผลทำให้ความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของไทยดีด้วย

“ตามหลักวิชาการคำนวณต้นทุนของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์คิดจาก ๓ ส่วนหลักคือ ค่าก่อสร้าง ค่าเชื้อเพลิง และค่าดำเนินการ ที่เพิ่มเติมมาระยะหลังคือค่าปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ตามการคำนวณขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ในปี ๒๕๔๘ เมื่อรวมค่าปล่อยคาร์บอน โรงไฟฟ้านิวเคลียร์เดินเครื่อง ๘,๐๐๐ ชั่วโมง/ปี ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าจะอยู่ที่ ๒๓.๗ ยูโร/กิโลวัตต์-ชม. ขณะที่ก๊าซธรรมชาติอยู่ที่ ๓๙.๒ ยูโร/กิโลวัตต์-ชม. ฟืนและถ่านหิน ๔๔.๓ ยูโร/กิโลวัตต์-ชม. พลังงานลม ๕๐.๑ ยูโร/กิโลวัตต์-ชม. จะเห็นว่าพลังงานนิวเคลียร์มีต้นทุนไม่ถึงครึ่งของพลังงานชนิดอื่น ค่าดำเนินการเมื่อเทียบกับโรงไฟฟ้าแบบอื่นก็ยังได้เปรียบ ในเรื่องการซ่อมบำรุงที่มีไม่บ่อยครั้งทำให้อัตราการทำงานอยู่ที่ร้อยละ ๘๐ ยิ่งโรงไฟฟ้านิวเคลียร์รุ่นใหม่จะมีอัตราทำงานเฉลี่ยสูงถึงร้อยละ ๙๐ ในขณะที่โรงไฟฟ้าแบบอื่นอัตราการทำงานจะอยู่ที่ร้อยละ ๗๐

“ตอนนี้คณะกรรมการฯ ยังไม่ได้เลือกว่าจะใช้เทคโนโลยีแบบใด ผู้รับเหมาจากประเทศไหน สร้างกี่แห่ง เพียงแต่เอาตัวเลขทางทฤษฎีมาดู ที่ปรากฏในหนังสือพิมพ์ว่าจะสร้าง ๔ แห่ง ราคาแห่งละ ๕ หมื่นล้านบาท ใช้งบประมาณทั้งสิ้น ๒ แสนล้านบาท เป็นตัวเลขกลางๆ ความจริงการประมาณการของ IAEA มีว่าค่าก่อสร้างจะอยู่ระหว่าง ๓๕,๐๐๐-๖๐,๐๐๐ ล้านบาทต่อ ๑,๐๐๐ เมกะวัตต์ ถ้าสร้าง ๔ แห่งพร้อมกันต้นทุนจะถูกกว่านี้ ส่วนค่าไฟฟ้า ๒.๐๘ บาทต่อหน่วยนั้นคำนวณจากสมมุติฐานแบบหนึ่ง ซึ่งเมื่อมีการตัดสินใจแน่นอนจริงๆ คงต้องคำนวณตัวเลขที่ใกล้เคียงกว่านี้ แต่ในหลักการตัวเลข ๒.๐๘ บาทต่อหน่วย ก็เพื่อเทียบให้เห็นว่าราคาใกล้เคียงกับไฟฟ้าพลังน้ำและ
ถ่านหิน ไฟฟ้าพลังน้ำนี้ไทยคงไม่มีโอกาสสร้างอีกเพราะไม่มีที่ให้สร้างแล้ว เขื่อนแก่งเสือเต้นถ้าได้สร้างจริงก็ได้แค่โรงไฟฟ้าเล็กๆ จะสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินก็ถูกต่อต้าน ส่วนกรณีค่าใช้จ่ายการปลดโรงไฟฟ้า โรงไฟฟ้าทุกแบบต้องทำทั้งนั้น เพียงแต่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์มีขั้นตอนที่เข้มงวดเพราะต้องจัดการกากเชื้อเพลิง ซึ่งก็มีวิธีเก็บกากเชื้อเพลิงที่ไม่ส่งผลต่อต้นทุนมากมาย ส่วนการแปรผันของปัจจัยต่างๆ ที่อาจส่งผลต่อต้นทุนนั้นก็ขึ้นกับว่าเราจะใช้สมมุติฐานแบบไหน การเริ่มสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แห่งแรกก็ต้องลงทุนมากเป็นธรรมดาเพราะเป็นเทคโนโลยีใหม่ที่ต้องลงทุนสร้างโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ระบบกฎหมาย ระบบกำกับ และกำลังคนขึ้นใหม่ การใช้พลังงานนิวเคลียร์เป็นการเข้าสู่เส้นทางใหม่ที่ยาวไกลและเลี้ยวกลับไม่ได้ง่ายๆ เมื่อเริ่มลงทุนไปแล้ว แต่ถ้าเดินหน้าสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เพิ่ม มูลค่าการลงทุนต่อหน่วยจะลดลง มีคำกล่าวว่าสร้างโรงไฟฟ้าโรงหนึ่งใช้เทคโนโลยีแบบเดียวกัน เตาแรกมีต้นทุนที่ ๑ เตาที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ จะมีต้นทุนต่ำกว่า เช่น ๐.๘ หรือ ๐.๕ ถ้าลองแปรแผน PDP 2007 เป็นภาคปฏิบัติ เราก็อาจสร้างเตาปฏิกรณ์ประมาณ ๔ ตัวเพื่อให้ต้นทุนถูกกว่าสร้างเตาปฏิกรณ์เพียงเตาเดียว

“ขณะนี้หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ชัดเจนแล้ว ภาวะโลกร้อนเกิดขึ้นจริง และมีต้นเหตุมาจากก๊าซเรือนกระจก ดังนั้นต้องลดการปล่อยก๊าซนี้ ในอีก ๔ ปีข้างหน้าพิธีสารเกียวโตจะหมดอายุ และน่าจะมีข้อตกลงระหว่างประเทศตัวใหม่ที่เข้มงวดกว่าเดิมออกมาบังคับใช้ ถ้าไทยยังใช้ถ่านหินและก๊าซธรรมชาติผลิตไฟฟ้า ก็อาจถูกกำหนดให้มีกระบวนการลดการปล่อยก๊าซ ทำให้ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอีก นิวเคลียร์เป็นหนึ่งในพลังงานไม่กี่ชนิดที่ไม่ปล่อยก๊าซเรือนกระจก แม้ขั้นตอนต่างๆ ในการก่อสร้างโรงไฟฟ้าจะมีการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ออกมาบ้าง แต่อยู่ในระดับพอๆ กับการสร้างโรงไฟฟ้าแบบอื่น ตอนนี้ยังมีข้อมูลว่าทั่วโลกหันมาใช้พลังงานนิวเคลียร์มากขึ้น ข้อมูลจาก Uranium Information Centre (UIC) เดือนสิงหาคม ๒๕๕๐ บอกเราว่ามีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ทั่วโลกถึง ๔๓๙ แห่ง และมีโครงการสร้างเพิ่มอีก ๓๔๘ แห่ง

“เรื่องความปลอดภัยของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ในหลักการไม่มีใครกล้ารับรองว่าปลอดภัย ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ แต่นิวเคลียร์ถือได้ว่าเป็นเทคโนโลยีผลิตไฟฟ้าที่ปลอดภัยที่สุดชนิดหนึ่ง เป็นเทคโนโลยีที่ทั่วโลกร่วมมือกันพัฒนามากที่สุด จากความกลัวเรื่องความปลอดภัยบวกกับความกลัวการแพร่กระจายของอาวุธนิวเคลียร์ทำให้มีการวางมาตรฐานอย่างรัดกุม ถ้าลองเอาปีที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ๔๓๙ แห่งเดินเครื่องมารวมกันจะได้ ๑๒,๐๐๐ ปี อุบัติเหตุรุนแรงที่สุดที่เคยเกิดขึ้นคือที่เมืองเชอร์โนบิลในปี ๒๕๒๙ ครั้งนั้นมีผู้เสียชีวิตราว ๓๐ คน มีการคำนวณว่ากัมมันตภาพรังสีที่รั่วไหลส่งผลกระทบกับคนสูงสุดไม่เกิน ๔,๐๐๐ คน เทียบกับเครื่องบินโดยสารราคาพันล้านก็มีที่ตกและมีคนตายทุกปี ถ้าต้องการให้ปลอดภัย ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์เราคงใช้เครื่องบินไม่ได้ สร้างโรงไฟฟ้าชนิดใดก็ไม่ได้

“การปรับปรุงความปลอดภัยของเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์นั้นมีอยู่ตลอดมา โดยเฉพาะหลังกรณีเชอร์โนบิล ตอนนี้เตาปฏิกรณ์ในโรงไฟฟ้าจะเป็นแบบ walk away safe คือถ้าเกิดอะไรขึ้นวิศวกรเดินออกมาได้เลย เตาปฏิกรณ์จะหยุดโดยอัตโนมัติ และเรามั่นใจได้ว่าจะไม่มีเหตุการณ์แบบเชอร์โนบิล นอกจากนี้ก็มีการยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัยมากขึ้นเพื่อป้องกันการก่อการร้าย เตาปฏิกรณ์ที่ขายในท้องตลาดขณะนี้เป็นรุ่นที่ ๒ และรุ่นที่ ๒.๕ อีก ๕-๖ ปีข้างหน้ารุ่นที่ ๓ คงออกมา ขณะนี้เริ่มมีการวิจัยเตาปฏิกรณ์รุ่นที่ ๔ แล้ว เตาปฏิกรณ์รุ่นใหม่จะยิ่งทำให้ค่าก่อสร้างโรงไฟฟ้าลดลง เพราะมีความปลอดภัยในการออกแบบสูงขึ้น

“ที่ตั้งโรงไฟฟ้าก็เป็นเรื่องละเอียดอ่อน ต้องมีการพิจารณาอย่างรอบด้าน เช่น ข้อมูลทางธรณีวิทยา รอยเลื่อนแผ่นดินไหว ข้อมูลกระแสลม น้ำท่วม ฝน ที่อาจส่งผลกระทบกับโรงไฟฟ้า ผมอยากยกตัวอย่างในญี่ปุ่นมีแผ่นดินไหวบ่อยกว่าเราหลายเท่า แต่ก็มีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ถึง ๕๕ โรง อุบัติเหตุจากแผ่นดินไหวที่เมืองคาชิวาซากิเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา เขาย้อนกลับไปดูขั้นตอนต่างๆ ก็พบว่ามีการคำนวณหาที่ตั้งอย่างรอบคอบแล้ว และไม่คิดว่ารอยเลื่อนจะส่งผลกระทบมาถึง เหตุที่เกิดก็มีความเสียหายน้อย มีการคำนวณว่าปริมาณกัมมันตภาพรังสีที่รั่วไหลลงสู่ทะเลเทียบเท่ากับร้อยละ ๐.๕ จากการเอกซเรย์ ๑ ครั้งในโรงพยาบาลเท่านั้น ปัจจัยที่มีผลอีกอย่างคือเตาปฏิกรณ์ปรมาณูต้องหล่อเย็น จึงนิยมสร้างโรงไฟฟ้าที่ชายทะเลเพื่อเอาน้ำทะเลมาหล่อเย็น โดยต้องดูอุณหภูมิน้ำขาเข้าและขาออกด้วยว่ากระทบสิ่งมีชีวิตในทะเลหรือไม่

“นอกจากนี้โรงไฟฟ้าต้องไม่อยู่ใกล้เส้นทางที่เรือบรรทุกน้ำมันแล่นผ่านบ่อย ไม่อยู่ในพื้นที่ที่มีการจราจรทางอากาศหนาแน่น ต้องอยู่ใกล้ระบบสายส่งไฟฟ้า ไม่อยู่ใกล้สถานที่ท่องเที่ยวเพราะอาจมีผลทางจิตวิทยา ประเด็นทางจิตวิทยานี้ประเทศฝรั่งเศสที่มีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ๕๙ แห่ง มีอุตสาหกรรมท่องเที่ยวใหญ่ที่สุดในโลก เขาไม่กลัว พานักท่องเที่ยวไปเที่ยวด้วยซ้ำเพราะโรงไฟฟ้าอยู่ใกล้กับไร่องุ่นและปราสาทโบราณกรณีมีข่าวว่าจะไปตั้งโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ หรือชุมพร น่าจะสืบเนื่องมาจากมีการลงไปดูพื้นที่ภาคใต้เพื่อสำรวจสถานที่ตั้งโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ช่วงปี ๒๕๓๘-๒๕๓๙ ตอนนี้ก็คงต้องศึกษาเพิ่มเติม เพราะหลังเหตุการณ์สึนามิข้อมูลทางธรณีวิทยาหลายอย่างเปลี่ยนไป

“ส่วนเรื่องกากเชื้อเพลิง ธาตุยูเรเนียม-235 เมื่อใช้แล้วปริมาณจะลดจาก ๕ เหลือ ๑ เปอร์เซ็นต์ ไม่สามารถนำมาใช้ได้อีก ต้องดึงออกมาพักให้เย็นโดยจะมีบ่อน้ำสำหรับแช่เพื่อตัดรังสีและทำให้เย็นลง ภายใน ๓-๕ ปีมันจะปลอดภัยพอที่จะดึงขึ้นจากบ่อแล้วนำมาใส่ถังเหล็ก จากนั้นถึงย้ายไปเก็บในห้องคอนกรีต ส่วนใหญ่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ทั่วโลกเก็บกากไว้ในบ่อพักที่ว่านี้ จริงๆ มีโรงงานที่รับกากนิวเคลียร์ไปแยกเอายูเรเนียมออกมาอีกครั้ง แล้วทำให้มันเข้มข้นเพื่อนำกลับมาใช้อีก และมีการนำพลูโทเนียมซึ่งเป็นผลผลิตจากเตาปฏิกรณ์ไปใช้กับเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ที่ถูกพัฒนาให้ใช้กับพลูโทเนียมได้ ปัจจุบันมีการพัฒนาเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ที่สามารถเผากากเชื้อเพลิงที่ปล่อยรังสี ดังนั้นจึงมีไม่มีความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องมากังวลเรื่องนี้ เรายังมีเวลารอเทคโนโลยีใหม่ๆ มาจัดการกับกากเชื้อเพลิง ต่อไปปัญหานี้จะบรรเทาลง เพราะยังจะมีการนำกากนิวเคลียร์ไปใช้ประโยชน์ต่อเนื่อง อาจมีการให้เช่าเชื้อเพลิง โดยเมื่อใช้เสร็จแล้วผู้ให้เช่าก็มารับคืนไปทำให้หมดภาระเรื่องการจัดการกาก

“เรื่องการยอมรับของประชาชนในพื้นที่ก่อสร้างโรงไฟฟ้า เจ้าหน้าที่ฝรั่งเศสคนหนึ่งบอกผมว่า เขาไปเยี่ยมชุมชนที่มีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ตั้งอยู่แล้ว ได้คุยกับชาวนา ถามว่าโรงไฟฟ้านิวเคลียร์อยู่หลังบ้านไม่กลัวหรือ ก็ได้คำตอบว่าตัวเขาไม่รู้หรอกว่านิวเคลียร์อันตรายแค่ไหน แต่ลูกสาววิศวกรที่ดูแลโรงไฟฟ้าอยู่โรงเรียนเดียวกับลูกสาวของเขา เมื่อวิศวกรอยู่ได้เขาก็ต้องอยู่ได้ ความเข้าใจที่ไม่เพียงพอย่อมทำให้เกิดความกลัว นิวเคลียร์มีภาพไม่ดีมาตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ ๒ ทั้งที่ถ้าไปดูชั่วโมงการทำงานกับอัตราการเกิดอุบัติเหตุมันปลอดภัยกว่าขึ้นเครื่องบินเสียอีก ผมยอมรับว่ามันก่อภาระทางจิตใจ ดังนั้นควรต้องชดเชยในต่างประเทศโรงไฟฟ้าชดเชยชุมชนด้วยภาษีที่เรียกเก็บจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ซึ่งนำไปใช้ในการสร้างสวนสาธารณะ โรงเรียน โรงพยาบาล ฝรั่งเศสทำได้ดีจนกระทั่งเวลาประกาศจะสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ ชาวบ้านต่างแย่งให้ไปลงในหมู่บ้านตนเอง เราคงต้องเข้าหาชุมชนแล้วพาหัวหน้าชุมชนไปดูที่ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น ให้เห็นของจริงว่าเป็นอย่างไร

“ประเด็นที่ว่าโรงไฟฟ้านิวเคลียร์จะนำไปสู่การครอบครองอาวุธนิวเคลียร์นั้นแทบเป็นไปไม่ได้ เพราะ IAEA จะตรวจสอบและควบคุมโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ทุกแห่งในโลกอย่างเข้มงวด และที่ว่าการสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เป็นการสร้างพื้นที่ล่อแหลม อย่าลืมว่าตอนนี้ทั่วโลกมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ถึง ๔๓๙ แห่งใน ๓๑ ประเทศ ผลิตไฟฟ้าเกือบร้อยละ ๑๗ ของโลกโดยมีมาตรฐานรองรับ การป้องกันการก่อการร้ายก็มีมาตรฐานอยู่กรณีความเสี่ยงจากอันตรายของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ทุกประเทศเป็นหลังบ้านของกันและกัน ผู้เชี่ยวชาญ IAEA บอกว่าเราอยู่ในเรือลำเดียวกัน เรารับความเสี่ยงอยู่แล้วแม้จะไม่ใช้ประโยชน์จากมันเลย ผมเห็นด้วยว่าต้องให้ประชาชนรับทราบอย่างชัดเจนในความเสี่ยงและมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ แต่ต้องรับทราบและตัดสินใจด้านความมั่นคงทางพลังงานของประเทศในระยะยาวด้วย”


ดูภาพประกอบ http://www.sarakadee.com/80/modules.php?name=Sections&op=viewarticle&artid=830